รีวิวประสบการณ์การทำคิ้วสามมิติ

comments 2
Stylish
คิ้วสามมิติ

เมื่อก่อนเฉยๆ เรื่องคิ้ว แต่พอโตเป็นสาวเป็นนางแล้วอยากมีคิ้วโก่งๆ กะเค้าบ้าง
เพราะเมื่อคิ้วสวยปุ๊บหน้ามันจะดูคมขึ้นเลยนะ
และมันจะทำให้อะไรๆ ดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่ขี้เกียจเขียนเองทุกวัน วันที่รีบๆ เขียนทีออกมาคิ้วไม่เท่ากัน
บางวันซ้ายหนา ขวาบ้าง ยิ่งแก้ก็ยิ่งเลอะ (คาดว่าน่าจะเป็นกันทุกคน)
เลยตัดสินใจเอาว่ะ ทำคิ้วสามมิติดีกว่า
เพราะก่อนหน้านี้เคยไปจัดรูปคิ้วกับอนาตาเซียแล้วก็ชอบนะ

ทีนี้การทำคิ้วสามมิติคืออะไร?

สารภาพก่อนว่าตอนแรกที่ได้ยินว่าสักคิ้วสามมิติ
นึกเอาเองว่า มันจะต้องเป็นคิ้วที่นูนเด้งออกมา
เหมือนตอนดูหนังสามมิติแน่เลย ฮ่า
เลยศึกษาหาข้อมูล ถามเพื่อนสาว(เมย์ลิกา ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามส่วนตัว)

การทำคิ้วสามมิติมันคือ การสักอย่างนึง
ซึ่งเมื่อก่อนเคยเห็นแม่สักคิ้วถาวรแล้วรู้สึกแบบ เฮ้ย งิ้วมาก
เวลาเห็นใครทำก็จะรู้สึกว่าแก่ (แต่ในที่สุดฉันก็มาถึงจุดๆ นี้..)
แต่คิ้วสามมิติจะไม่เหมือนสักคิ้วถาวรคือ การสักจะสักเป็นเส้นๆ ให้เหมือนขนคิ้ว
เพิ่มความเนียนให้ดูสวย ไม่ดูเป็นปื้ดเหมือนสักคิ้วถาวร

เมื่อได้ข้อมูลเป็นที่น่าพอใจก็ลุยเลย แบบเป็นคนใจร้อน คิดปุ๊บต้องทำเลย
ไปทำแถวเซ็นทรัลลาดพร้าวมา สนนราคาไม่แพง 4,900 บาท (ราคาโปรโมชั่น)
ทำออกมาแล้วเวิร์คเลย รู้สึกหน้าเปลี่ยน..

เป็นชินจัง ฮ่าาาา
บ้า! รู้สึกหน้าคมขึ้นแหละ ยิ่งตอนเช้ายิ่งง่าย
ทาแป้ง ทาปาก กรีดตา ปัดมาสคาร่า จบเลย

ประหยัดขั้นตอนการเขียนคิ้วไปหนึ่งขึ้น
(ไม่ชอบปัดแก้มเพราะมีความรู้สึกว่าปัดแล้วหน้าตัวเองจะเหมือนลิง)

อีกอย่างที่ชอบคือเวลาหน้าสด (ซึ่งปกติก็เป็นคนไม่ค่อยแต่งมากอยู่แล้ว)
หน้าจะไม่ดูโล้นๆ คือ ยังงัยก็มีคิ้วนะ
สะดวกมากเวลาไปวิ่งตอนเช้าที่แต่งหน้าไม่ทัน
แล้วเหงื่อจะไหลย้อยมา แต่แบบ ยังงัยชั้นก็ยังมีคิ้วนะเฟร้ย อิอิ

อะ เม้าท์เพลิน ไปดูขั้นตอนการทำเลยดีกว่า
ถามว่าเจ็บมั้ย ครั้งแรกไม่เจ็บเลยนะ
มาเจ็บตอนไปซ้ำครั้งสองหลังจากผ่านไป 1 เดือนแล้วนี่แหละ
คนที่ทำบอกว่าเพราะมันจะไปซ้ำที่เดิมที่เคยสัก มันเลยเจ็บกว่า
โฮ แล้วพี่ไม่บอกแต่แรกละคะ ได้เตรียมใจ
ครั้งสองนี่เจ็บจิกหมอนเลยนะ T-T

ครั้งแรกชิลมากกกก

อะ ไปดูกันๆ

นี่คือสภาพคิ้วก่อนการทำการสัก คิ้วสามมิติ

รีวิวคิ้วสามมิติ

ช่างจะมาบล็อคคิ้วให้ดูก่อนว่าคิ้วที่ออกมาจะประมาณนี้นะคะ
ดีนะว่ามีประสบการณ์จะอนาตาเซียมาก่อน ไม่งั้น คงช็อคแล้วเดินหนีออกมาเลย
ทำไมคิ้วหนาเป็นชินจังอย่างงี้ >,<

รีวิวคิ้วสามมิติ

เมื่อตกลงทรงคิ้วกันเสร็จก็โปะยาชาเลยจ้าาา เหมือนฤาษีเลย

คิ้วสามมิติ

ในที่สุดเสร็จแล้วจ้าาาา คิ้วสามมิติมาแล้ววว

ซึ่งหลังจากทำครั้งแรก คิ้วจะอยู่ได้ 1 เดือน
หลังจากนั้นต้องไปทำสีเพิ่มครั้งนี้จะอยู่ไปได้อีกประมาณ 1 ปี
ผลออกมาค่อนข้างแฮปปี้มาก แต่วันแรกๆ คิ้วจะเข้มมาก
เพราะแผลมันจะค่อยๆ ตกสะเก็ด
แต่พอสะเก็ดหลุดออกก็จะออกมาพอดีไม่เข้มเหมือนตอนทำเสร็จใหม่ๆ จ้ะ

ล่าสุดไปเติมคิ้วรอบสองมาแล้วเรียบร้อย โดยรีเควสต์ช่างไปว่าขอเข้มขึ้น
เพราะครั้งแรกที่ทำเราขอไม่เข้มมาก ปรากฎทำออกมาแล้วไม่สะใจ
ครั้งนี้เลยขอเข้มขึ้นอีกนิดจะได้อยู่ได้นานๆ

คิ้วสามมิติ
นี่คือ ก่อนทำ – สักคิ้วสามมิติ ครั้งที่ 1 – สักคิ้วสามมิติ ครั้งที่ 2
ตามลำดับ

 

อะ มาดูหน้าเต็มๆ กัน ดีใจ๊ดีใจมีคิ้วแล้วววว
สวยมั้ยเคอะ /ทำตาวิ๊งๆ  XD

รีวิวคิ้วสามมิติ
ปล.รูปสุดท้ายนี้ผ่านแอพคาเมร่า 360 มาหนึ่งที จบนะ

 

 

เสียมเรียบ ฮิป อ่ะห์ ♥

comment 1
Travel
IMG_8785

ปีที่แล้วเที่ยวน้อยมาก ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ที่หลักๆ เลย
คือ เนียร์กับลี่ป่วยต้องเฝ้าแบบไปไหนไม่ได้ ตอนนี้พอสองหมาไปสบายแล้ว
เลยถึงเวลาท่องโลกอีกครั้ง คราวนี้เป็นทริปปุ๊บปั๊บเกิดขึ้นจากการแชท
ในไม่กี่นาทีกับนัง @zwingzet  ตอนแรกว่าจะพา มานี ไปเที่ยวเล่น
ส่วนเราไปชิวอ่านหนังสือที่สระแก้ว แต่ไปๆ มาๆ ดันไปรื้อทริปเที่ยว
นครวัด – นครธม กันขึ้นมาซะงั้น แล้วก็ตกลงไปกันเลย 3 วัน 2 คืน
จองโรมแรมเดี๋ยวนั้น แล้วก็แพ็คของ หยิบพาสปอร์ตแล้วก็ออกเดินทาง

มีข้อมูลควรรู้ที่ @zwingzet  สรุปไว้ให้สำหรับคนที่อยากไปบ้าง
เพราะเราสองคนไปแบบแบ็คแพ็คไม่ได้ซื้อทัวร์ ตามนี้เลยจ้ะ
ในวงเล็บอิชั้นขอเพิ่มเติมนิดนุง
————————————————————————–
สรุปความตามท้องเรื่อง : Angkok Wat  by  @zwingzet 

- Taxi : Camry แอร์สบายๆ เหมาจากชายแดนอรัญประเทศ-ปอยเปต
ราคา 1000-1800 แล้วแต่ดวง
– โรงแรมดูจาก Agoda แถว Siem Reap Central Area หาได้ 600+
– ค่าเข้านครวัดและโบราณสถานอื่นๆ 1 วัน $20, 3 วัน $40
– ตุ๊กตุ๊กเหมา วันละ $15 ไกด์ (คนท้องถิ่นแต่พูดไทยปร๋อ) 1 วัน $40
– ค่าแท็กซี่จองจากโรงแรมที่นี่กลับไปชายแดน $30
– ค่ากิน แพงกว่าท้องถนนบ้านเรา ราคาประมาณกินข้าวตามห้างที่บางกอก
แบบ local สุดๆ ก็ราคาประมาณ $3-4 ขึ้นไป ที่นี่ใช้เงิน USD ดีที่สุด
– ชุมชนทัวริสต์ ดีไซน์ฮิปๆ คูลๆ อาหารฝรั่ง ยุโรป อินเดีย เม็กซิกัน พิซซ่า
กาแฟ เค้ก โลคอลฟิวชั่น หนาแน่นมากที่ Pub Street (อารมณ์ข้าวสารสุดๆ)
– นอนนวดข้างทาง ชม.ละ $4-5 (ส่วนอิชั้นไปทำเล็บเล่นเสียไป $4)

เพิ่มเติม by ตูเอง

- วีซ่าไม่ต้องทำละนะ ถือพาสปอร์ตไปทำตรงชายแดนโลดเลย
– ตรงปอยเปตน่าแวะหยอด Slot จริง พับผ่าสิ
– คนเสียมเรียบน่ารักและเป็นมิตรมาก
– เดินถือ iPhone เล่นกลางเมืองเสียมเรียบก็ปลอดภัยดี ไม่โดนฉกชิงวิ่งราว
(แต่ไม่แนะนำให้ทำ)

————————————————————————–

อะ ต่อไปจะเล่าเรื่องด้วยภาพละนะ


ไปละแจ้


เอกสารพร้อม


พอได้ขึ้นแท็กซี่ปุ๊บ หิวเลยจ้า พี่คนขับเลยแวะซื้อบาร์เก็ตหมูกรอบให้กิน
อร่อยมากกก เลิ๊บ


กินเสร็จก็หลับ เพราะต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงจากชายแดนไปเสียมเรียบ


หลังจากนั้นก็เข้าที่พัก แล้วก็มานั่งตุ๊กตุ๊กชมเมืองกันแบบสลิ่มๆ


บ้านเมืองเค้าดูสวยดี มีกลิ่นอายของฝรั่งเศสจากการเป็นเมืองขึ้น


สภาพบ้านเมืองรอบนอกของเสียมเรียบ


ชมเมืองเสร็จก็กลับที่พักเตรียมออกไปดินเนอร์ (photo by @zwingzet)


ระหว่างเดินไปหาที่กินข้าวเจอร้านหนังสือชื่อ D’s book store ร้านเกร๋มาก (photo by @zwingzet)
แล้วเป็นโรคจิตเข้าร้านหนังสือต้องซื้อ อ่านไม่อ่านค่อยว่ากัน
เลยซื้อหนังสือมาเล่มนึง เรื่อง 
Fifty Shades of Grey เหมือนเคยได้ยินว่าเล่มนี้ดี ซื้อมาราคา $7

เนื่องจากไปเมืองเขมรที่ฝรั่งเยอะ เราเลยไปกินร้านอาหารอิตาเลียนกัน
เสียดายพิซซ่าหมด อดเบย (photo by @zwingzet)

ถนนที่เราไปกินข้าวกันชื่อว่า Pub Street จัดว่าฮิป อารมณ์ประมาณถ.ข้าวสารเลย ฝรั่งเพียบ

ร้านเหล้าข้างทางมีหลากหลายสไตล์

อันนี้ผับแบบรัสต่้าสไตล์ กินเหล้าใส่บัคเก็ตเหมือนข้าวสารเด๊ะ อารมณ์ประหยัด ถูก และเมาได้เหมือนกัน

ส่วนนี่บรรยากาศข้างในร้าน Red Piano ร้านนี้เค้าว่าขึ้นชื่อลือชาว่าอาหารอร่อย
แล้วก็มีเครื่องดื่มที่ชื่อ Tomb Raider เป็น signature drink ของทางร้าน
เมนูนี้ออกมาตอน แองเจลิน่า โจลี่มาถ่ายหนัง เป็นว็อดก้า + มะนาว + โทนิค แซ่บบบ ♥

อุ่ย เขียนตั้งนานเพิ่งจะหมดเสียมเรียบ งั้นนครวัด – นครธมขอยกยอดไป blog หน้านะจ๊ะ
แบบว่าขี้เกียจแล้ว แฮ่ ;p

 

ที่มาของ ด.ญ.มานี บีเกิ้ล

comment 1
Dog
IMG_1635

เคยบอกตัวเองเอาไว้ว่าหมดหมาล็อตนี้แล้ว (จูเนียร์, ลิลลี่, โซโล)
จะไม่เลี้ยงอีกละ เพราะเวลาหมาที่เลี้ยงตายแต่ละทีก็แทบขาดใจ
ตั้งแต่ ก๋วยจั๊บ มาจนถึง โซโล แล้วล่าสุดก็ ลิลลี่ ที่ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงมากกก
คือ ตอนลี่จากไปใหม่ๆ ไม่ได้เสียใจร้องไห้ฟูมฟายหนักเหมือนตอนก่อนๆ
แต่ความรู้สึกคิดถึงมันทวีความรุนแรง  รู้สึกเหมือนลิลลี่ยังอยู่ที่บ้านเราเหมือนเดิม
นอนอยู่ที่เดิมที่เคยนอน รอเรากลับบ้านเหมือนเดิม
อาจจะเพราะระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมาเกือบๆ จะ 12 ปีด้วยละมั้ง
มันเลยกลายเป็นความเคยชินที่ลืมไม่ลง..

แต่แล้ววันนึง มานะ (พ่อของมานี) ลูกชายสุดอินดี้ของ @zwingzet
มีสาวบีเกิ้ลรั้วข้างๆ มาให้ท่าถึงที่ มีเหรอจะอยู่เฉยๆ ให้เสียเชิงบีเกิ้ล

งานนี้เลยป่องจ้าาา ไม่กี่เดือนถัดมาก็มีลูกหมาบีเกิ้ลออกมา 1 ครอก
โดย @zwingzet  ได้เบบี้ บีเกิ้ล ตัวเมีย มา 1 ตัว
ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้คิดว่าจะขอ จะเอามาเลี้ยง หรือจะอะไร แค่คิดว่า
“โคตรน่ารักเลยยยย” เพราะนัง  @zwingzet ส่งรูปมายั่วตลอดๆ
ไม่เชื่อดูดิ… >,<

ด.ญ.มานีตอนประมาณ 1-2 สัปดาห์


ฮ้าววว ~

ด.ญ.มานีตอนอายุ  30 วัน (รูปนี้จุดประกายรักมากกก ♥ )

แล้วหยั่งงี้จะอดใจยังไงไหว ส่งมาให้ดูแทบจะรายวัน
ตอนนั้นก็เริ่มๆ คิด หรือว่าจะเอามาอยู่เป็นเพื่อนเนียร์ดีหว่า
แต่ก็กลัว กลัวพี่เนียร์จะงอน กลัวจะน้อยใจ กลัวมันกัดลิ้นตาย กลัวไปหมด
แต่เพื่อนก็เริ่มยุ ประกอบกับ @zwingzet  ก็ไม่อยากยกให้คนที่ไม่รู้จัก
เพราะอยากจะเห็นความเป็นไป และการเจริญเติบโตของมานี
จะเลี้ยงไว้เองก็มี 3 ตัวแล้ว (พ่อมานะ ป้าชูใจ อาปิติ)
คืนนึงในแชทกรุ๊ป WhatsApp แก๊งแม่หมา
(อุดมไปด้วยแม่หมาที่รู้ผ่านทวิตเตอร์ทั้งนั้น)

ก็มานั่งแชทกัน แชทไปแชทมา ว่าตกลงมานีจะไปอยู่ไหน
จะไปอยู่กับใคร จะเอางัยดี
 เราก็เลยแซะเล่นๆ ว่าจะเอา
ปรากฎดันได้จริงๆ ตั้งแต่นั้น ด.ญ.มานีก็ตกเป็นของเรา (ห๊ะ?!)

จริงๆ ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะเลี้ยง บีเกิ้ล
อยากจะเลี้ยง ลาบราดอร์ หรือ เบอร์นีส เมาท์เท่นด็อกที่ตัวใหญ่ๆ
(เอ๊ะ! ไหนว่าจะไม่เลี้ยงอีก..)
 เพราะชอบฟัดกับหมาใหญ่
แต่ด้วยความน่ารักของด.ญ.มานี เลยใจอ่อน

สุดท้ายก็เลยไปรับมาอยู่กับจูเนียร์จนได้
ภายใต้ข้อแม้ว่า “ห้ามเปลี่ยนชื่อ”  ต้องชื่อ มานี เท่านั้น
แล้วมานีก็เลยได้มา(กวนใจ)ลุงเนียร์อยู่ที่บ้านเราด้วยประการฉะนี้

นางปรับตัวได้ไวมาก งอแงนิดหน่อย แต่ฉลาดเป็นกรด เรียนรู้ไว
(อันนี้ต่างกับพ่อมานะอย่างสิ้นเชิง ;p)  แถมขี้อ้อน
ชอบทำตัวเป็นเหาฉลามเกาะจูเนียร์ตลอดเวลา
เผลอทีไรหันไปอีกทีก็นอนตัวติดกันซะละ 

วินาทีแรกที่ป่ะกันลุงเนียร์แอบเมิน แต่มานีกระดิกหางรัวใส่สุดฤทธิ์

เริ่มคุ้นเคยกันแล้ว มานีชอบไปนั่งตรงอกลุงเนียร์มากกก

เคยอ่านเจอมาว่า บีเกิ้ล เป็นหมาซนเอาเรื่อง
สามารถทำลายบ้าน พังสวนจนเละเป็นแถบๆ
ก็ขอให้หนูมานีไม่ซน และเป็นเด็กดี น่ารัก เชื่อฟัง ว่าง่ายๆ นะจ๊ะ สาธุ.. (-/\-)

ด.ญ.มานีตอนอายุ 60 วันจ้าาา (แบ๊วขนาดนี้ไม่ซนหรอกเนอะๆๆ /ปลอบใจตัวเอง)

ทุกวันนี้อัพเดทเรื่องของ ด.ญ.มานี บีเกิ้ล ที่นี่
► http://www.facebook.com/ManeeBeagle
ติดตามกันได้นะจ๊ะ แล้วมาลุ้นกันว่านางจะซนมั้ย >,<”

ถ่ายหน้าตัวเองทุกวันในเวลา 1 ปี

comments 2
Journal
me_myself_and_I

เคยเห็นฝรั่งถ่ายหน้าตัวเองเป็นปีแล้วรู้สึกว่า เอ้ย ก็ดูสนุกดีนะ
แล้ววันนึงเพื่อนก็แนะนำแอพ Everyday ให้รู้จัก
เป็นแอพที่คอยเตือนให้เราถ่ายรูปตัวเองทุกวัน
แล้วก็ในแอพมีการวาง Grid เพื่อให้ถ่ายให้ได้มุมเดิมด้วยนะ
เลยลองโหลดมาเล่น แล้วก็ถ่ายตัวเองทุกวันดู
ลืมบ้าง อะไรบ้าง สนุกดี
ที่เห็นชัดเลยคือ ผมที่ยาวขึ้น และมวลก้อนเนื้อที่เพิ่มขึ้นตามข้างแก้ม -__-”
อีกอย่างก็คือ เวลาเราแต่งหน้าจัดๆ แล้วดูเหมือนกระเทยเหมือนกันเนอะ ฮ่า 

 เชิญรับชมจ๊ะ :D

การจากไปของลิลลี่

comments 3
Dog
IMG_9064

ไม่ได้อัพ blog มานาน ไม่คิดว่า blog ที่ต้องอัพอีกทีเป็นเรื่องการจากไปของลิลลี่

ครบรอบ 40 วันที่ลิลลี่จากไป ไม่เคยคิดว่าลิลลี่จะจากเราไปเร็วขนาดนี้ เพราะในบรรดาโกลเด้น 3 ตัวที่บ้าน ลิลลี่เป็นหมาที่แข็งแรงที่สุด ไปหาหมอน้อยที่สุด และกินเก่งที่สุด แต่เมื่ออะไรๆ ก็ไม่แน่นอนวันนี้ก็มาถึง

เมื่อก่อนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาอยู่ๆ ลิลลี่ก็ไม่ยอมกินข้าว ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ จนที่บ้านสงสัย เลยพาลิลลี่ไปหาหมอแถวๆ บ้าน และพาไปตรวจเลือด เพราะกลัวว่าลี่จะมีอาการของพยาธิเม็ดเลือดเพราะเจอเห็บบนตัวเยอะมาก ปรากฎว่าลี่มีไข้ขึ้นสูงเลยฉีดแต่ยาลดไข้ และรอผลเลือดที่จะออกในวันถัดมา แต่ผลเลือดออกมาไม่เจอพยาธิเม็ดเลือดมีเพียงค่าเม็ดเลือดขาวที่สูงเพราะอาการติดเชื้อ

เช้าวันถัดมาลี่ก็ยังอาการไม่ดีขึ้นเลยพาลิลลี่ไปหาหมอที่รพ.สัตว์พระราม 8 พร้อมบอกอาการและให้หมอดูเนื้องอกในตัวของลิลลี่ ซึ่งมีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว และหมอที่เคยดูบอกว่า เป็นเนื้องอกธรรมดาไม่น่าจะเป็นอะไร แต่คราวนี้หมอที่นี่บอกว่า เป็นไปได้ว่าจะเป็นก้อนมะเร็ง เล่นเอาเราใจเสียเลย ซึ่งถ้าจะให้ชัวร์ก็ต้องตัดก้อนเนื้อไปตรวจ และถ้าเป็นมะเร็งจริงการรักษาก็คือการทำคีโมซึ่งก็เป็นเรื่องสาหัสสำหรับหมาอายุ 11 ขวบกว่าๆ อย่างลิลลี่ ก่อนที่จะรักษาอะไร เพื่อความชัวร์เราเลยตัดสินใจพาลี่ไปหาหมอที่รพ.สัตว์ กม. 8 รามอินทราอีกที่หนึ่ง ไปหาหมอประจำตัวของจูเนียร์ เพื่อเช็คให้ชัวร์

หมอก็จับลิลลี่ตรวจเลือดซ้ำ และปั่นเลือด เพราะยังมีอาการไข้ขึ้นอยู่ แต่ปรากฎว่าผลเลือดก็ยังมีค่าเท่าเดิม  คือไม่พบพยาธิเม็ดเลือด และค่าเม็ดเลือดขาวสูง หมอบอกว่า ส่วนเนื้องอกนั้นอาจจะใช่ หรือไม่ใช่มะเร็งก็ได้ ซึ่งหมอไม่แนะนำให้ตัดก้อนเนื้อไปตรวจเพราะลี่อายุมากแล้ว ตอนนั้นเลยรักษาโดยการให้น้ำเกลือและวิตามินบำรุงไปก่อน แต่ลี่ก็ยังไม่ดีขึ้น และเริ่มมีน้ำเหลืองออกมาทางเต้านม จนสุดท้ายหมอขอ admit ลิลลี่ให้นอนที่รพ. และเริ่มสวนท่อฉี่ เพราะเค้าฉี่เองไม่ได้ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและพยาธิเม็ดเลือดแฝง แม้จะทำใจมาบ้างแล้วแต่ก็แอบช็อคว่าทำไมอยู่ๆ ลี่ต้องมาเป็นโรคแบบนี้ด้วย

 

ช่วงที่อยู่ที่รพ.ลี่มีไข้ขึ้นๆ ลงๆ ทุกวัน กินข้าวได้บ้างไม่ได้บ้าง ต้องให้ ยา น้ำเกลือและวิตามินเข้าเส้นตลอด 24 ชั่วโมง จนขาทั้งสี่ขาบวมไปหมด เราถามหมอว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปจะเป็นยังงัย หมอถามเรากลับมาว่า ทำใจได้รึเปล่า แค่นั้นเราก็น้ำตาซึมเลย หมอบอกว่า เค้าก็จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะน้ำเกลือ วิตามิน และยาที่คอยประคองอาการไว้ อาการไม่ได้ทรมาณ แต่ยังงัยซะหมอก็อยากให้ทำใจเผื่อไว้ด้วย …

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาจากตอนแรกที่ว่าจะพาจูเนียร์กับลิลลี่ไปเที่ยวสระแก้ว เลยกลายเป็นเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับรพ.สัตว์แทน ช่วงเช้าพี่เกดจะเป็นคนไปดู ส่วนช่วงเย็นเราจะไปดู หรือถ้าว่างพร้อมกันก็ไปดูด้วยกัน พวกเราไปเยี่ยมลี่ที่รพ.ทุกวัน แม้บ้านจะไกล (พุทธมณฑลสายสองเกือบสาม) เพราะไม่อยากให้ลิลลี่รู้สึกว่า เค้าโดนทิ้งอยู่รพ. และทุกครั้งที่ลิลลี่เห็นเรา หรือพี่เราเค้าก็จะดูสดใสขึ้น จนพี่ๆ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ทักเลย แต่ด้วยความเป็นตัวเมียบางทีลี่ก็อ้อนมาก บางทีที่เราไปถึงรพ. เราก็จะแอบดูเค้าผ่านกระจกก่อน ลี่นอนอยู่แต่พอชันตัวขึ้นได้ แต่พอเห็นว่าเรามาเยี่ยมเท่านั้นแหละ ทำตัวอ่อน ชันตัวไม่ไหวขึ้นมาทีเดียวจนโดนพี่ๆ เค้าแซว ประมาณว่าเป็น 2 แสดงสัก 10 ไม่ทิ้งลายความขี้อ้อนเลย

เรากับพี่เทียวไปเทียวมาบ้าน – รพ. อยู่อย่างนี้เกือบสองอาทิตย์ คอยถามว่าวันนี้เค้าถ่ายหรือยัง ถ้ายังก็ขอให้สัตวแพทย์ช่วยสวนให้หน่อย คอยเปลี่ยนถุงฉี่ ป้อนอาหาร จนอาการเริ่มทรง ไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ทรุดลง เลยขอเอากลับมาดูที่บ้านเพราะเราสามารถดูแลเค้าได้ตลอด (เราเป็นฟรีแลนซ์ และขายของออนไลน์ที่บ้าน) และถ้าเค้าจะเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยก็ยังอยู่ที่บ้าน และอยู่กับเรากับพี่เรากับจูเนียร์

วันที่พาลี่กลับมาบ้าน รู้เลยว่าลิลลี่ดีใจที่เห็นบ้าน แม่ก็ใจดีติดแอร์ในห้องเล็กที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นห้องพยาบาลของลี่ไปแล้ว ลี่เริ่มมีอาการดีขึ้น ไม่ค่อยมีไข้แล้ว เรากับพี่ผลัดกันป้อนยา ป้อนอาหาร เปลี่ยนถุงฉี่ ส่วนเรื่องการถ่ายก็พาไปให้คลินิกแถวบ้านช่วยสวนให้ คอยจับตัวลี่พลิกทุกๆ 3-4  ชั่วโมงเพราะกลัวเค้าเป็นแผลกดทับ

อาการลี่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ลี่เริ่มฉี่เองได้ไม่ต้องสวน (เพราะจูเนียร์เผลอเดินทับสายฉี่จนหลุด) แต่ถ่ายต้องสวนอยู่ เวลาไม่มีใครอยู่ในห้องด้วยก็จะครางหงิงๆ ร้องหา ช่วงนั้นเราก็เอาเสื่อลงมานอนที่ห้องเล็กไปเลย มีอะไรจะได้ดูกันทัน

 

 

เรากับพี่หาข้อมูลเรื่องโรคของลี่แล้วก็พยายามหาว่ามีอะไรจะช่วยลี่ได้บ้าง ซื้อต้นแปะตำปึง ซื้อเครื่องปั่น อยากลองทุกทางที่จะทำให้ลี่ดีขึ้น แล้วพวกเราก็เริ่มสร้างโครงสำหรับให้ลี่ทำกายภาพ พี่เกดไปหาข้อมูลมาจากในเน็ทแล้วก็ไปซื้อเครื่องมือมาทำกันเลย กะว่าลี่อาการดีกว่านี้อีกนิด จะให้ลี่หัดเดินอีกครั้ง เพราะขาหลังสองข้างของลี่ไม่มีแรงเลย อย่างน้อยโครงนี่น่าจะช่วยให้ลี่เดินไปไหนมาไหนเองได้

แต่.. ยังไม่ทันไรวันที่เราไม่อยากให้มาถึงก็มาถึง วันนั้นเราก็นั่งทำงานที่โต๊ะปกติ ลี่กินได้ปกติ ถ่ายปกติ แดเนียล(หลานชาย) ยังมาเล่นกับลิลลี่อยู่เลย แต่วันนั้นเหงือกของลี่ซีดมาก ลิ้นเริ่มม่วง เราเริ่มรู้สึกถึงอาการไม่ปกติ แล้วอยู่ๆ ลิลลี่ก็ชัก เราเลยกอดลี่แล้วบอกลี่ว่า “ไปเถอะลูก หลับให้สบายนะ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น แม่อยู่นี่แล้ว หลับให้สบายนะลี่” แล้วลี่ก็ค่อยๆ หายใจเบาลงๆ จนหลับไป..

เราพาลี่ไปเผาที่วัด พี่เกด เรา พิม แม่พิม มาส่งลี่ไปสวรรค์ แล้วเราก็ไปรับเถ้ากระดูกในเช้าวันถัดมา ลี่เหลือกองนิดเดียว เราฝังลิลลี่ไว้ที่บ้านข้างๆ โซโลให้อยู่เป็นเพื่อนกัน

40 วันที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนที่เราไม่คิดถึงลี่เลย จูเนียร์ก็คงเหมือนกัน อยากเจอลี่อีกครั้ง อยากกอดอีกครั้ง อยากให้ลี่ให้อุ้งอีกครั้ง อยากหอมเหม่งลิลลี่อีกครั้ง อยากบอกรักลิลลี่อีกสักครั้ง คิดอยู่ทุกวันว่า
ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เราได้เจอกันอีก ขอให้เราได้อยู่ด้วยกันอีก.. 

ขอบคุณที่อยู่ข้างกันมากว่า 11 ปี
รักนะลิลลี่..