หนีรักไปพักปาย วันที่ 4

6 มกราคม 2010
วันนี้เป็นวันชิลๆ เราเริ่มต้นด้วยการไปช้อปปิ้งที่ตลาดพุธ (ชื่อนี้เพราะมีทุกวันพุธ)
เพื่อจะไปตามล่าหากล้วยหอม เพราะจี้บอกว่าจะทำบานอฟฟี่ให้เรากิน
แต่อยู่ๆ กล้วยหอมก็หายากขึ้นมาซะงั้น  เลยเดินช้อปอย่างอื่นกันแทน
ตลาดง่ายๆ น่ารักๆ ข้าวของราคาไม่แพง
จริงๆ ถ้าเราซื้อวัตถุดิบไปทำกินเอง
ก็สามารถอยู่ที่ปายในราคาเบาๆ ได้แบบชิลๆ เลยนะ
ผักกำละแค่ห้าบ่ะ (ใส่สำเนียงไม่ช่ะโด้ย!) ของอย่างอื่นก็ราคาย่อมเยา

เดินวนไปเวียนมาก็ไปพักขากันที่ร้าน Fruit Factory
รู้สึกว่าร้านนี้จะเป็นร้านดังที่หลายคนชอบมากัน
แต่มีสองสาขาคือ ตรงถนนคนเดินกับตรงนี้
นั่งหย่อนใจไปสักพักเหลือบไปเห็นร้านหนังสือขึ้นป้ายว่า
“ร้านชำ สำหรับคนขี้ลืมแต่อยากจำ” เป็นร้านหนังสือของสนพ.ฟรีฟอร์ม
หรือสนพ.ของคุณปราย พันแสงนั่นเอง
ที่ตอนนี้พี่เค้าเหมือนจะย้ายรกรากไปอยู่ที่โน่นแล้ว
รายละเอียดลองไปหาอ่านตามที่บล๊อกพี่เค้านะ

เราเดินไปดูหนังสือ แล้วปรากฎว่าเจอน้องเฝ้าร้านคนหนึ่ง
เค้าบอกว่า ที่สนพ.กำลังรับคนเหมือนกัน อ่ะ..เข้าทาง
เพราะถ้าได้ทำงานที่นี่ ก็หาเรื่องมาอยู่ที่นี่ได้เนียนๆ
แถมมีที่พักให้ตะหาก เราเลียปากแผล่บๆ
พร้อมจินตนาการว่าถ้าได้มาจริงๆ จะหอบเอาจูเนียร์ขึ้นมาอยู่ด้วยกันที่นี่เลย
แล้วน้องเค้าก็ชวนคุยนู่น นี่ นั่น พร้อมอวดรูปขุนแม่ยะ
ที่ที่มีดอกพญาเสือโคร่งขึ้นเต็มไปหมดเลย
เรากับจี้หันมามองหน้ากัน แล้วก็พยักเพยิดเตรียมไปเต็มที่
ได้ที่ลัลล๊าสำหรับวันพรุ่งนี้แล้วสินะ
แล้วเราก็เดินดูหนังสือในร้านต่อ
นึกไปถึงตอนที่ตัวเองทำงานแรกที่สนพ.บลิส (อิมเมจเก่า)
ตอนนั้นเรามีความสุขมาก เพราะได้อ่านหนังสือเยอะมาก
ออฟฟิศก็เป็นโอมออฟฟิศน่ารักๆ ตอนนั้นให้อารมณ์เป็นคนญี่ปุ่นมากๆ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่นั่นก็น่ารักทุกคน
พูดแล้วก็คิดถึงตอนนั้น :)
ชอบจังการได้ทำงานในที่ที่มีหนังสือเยอะๆ อ่านหมดหรือป่าวไม่รู้
แต่ได้เห้นได้จับ แล้วมันมีความสุขบอกไม่ถูก
เคยฝันว่าถ้ามีบ้านเป็นของตัวเองอยากมีห้องหนังสือใหญ่ๆ ไว้สักห้อง
จะไปนั่งคลุกอยู่ในนั้นทั้งวันเลย

ออกมาจากร้านหนังสือก็กลับไปที่พักของจี้และคุณแม่น
ไปช่วยลงสีที่กำแพงต่ออีกชั้นหนึ่ง ได้เป็นชาวอวาท่าอีกตามเคย
แต่หนนี้ด้วยเพราะเรามีประสบการณ์แล้ว เราเลอะน้อยลงแยะเลย
อืม…ตรงกำแพงร้านจี้น่ะสีเขียว แต่ในครัวเป็นสีชมพูนะ
สวยหวานเชียวแระ แล้วพอเอาอุปกรณ์ทำขนมมาแปะก็ดูอาร์ทขึ้นมาซะงั้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรๆ พอมาอยู่ที่ปายมันดูน่ารักไปซะหมด (ว่าไปนั่น!)
แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะเรากับจี้ยังพูดกันอยู่เลย

ทาสีเสร็จเราไปกินกลางวันกันที่ร้าน Pai Island
เป็นรีสอร์ทสุดหรูในสไตล์เกาะแต่มาอยู่ที่ปาย
เก๋ม่ะล่ะ พนักงานที่นี่น่ารักและเป็นกันเองมาก
เพราะวันนี้เราแต่งตัวมอมแมมมาก เสื้อยืด กางเกงเล รองเท้าผ้าใบ
คือถ้าไปร้านหรูๆ ที่กรุงเทพฯ คงโดนมองหัวจรดเท้า
แต่ที่นี่เค้าคงชินกับการที่มีคนแต่งตัวแบบนี้แล้วมั้ง
สั่งอาหารมากินกันอย่างราชาเลย
อาหารของที่นี่ราคาจะเป็น 111 บาท 222 บาท
เป็นกิมมิคของที่นี่เพราะพี่เจ้าของเค้าชอบเลขตองก็น่ารักดีนะ
เห็นแล้วก็รู้สึกได้ถึงความเก๋และความแปลกที่คิดเอาเกาะมาไว้บนนี้
คนเรามาอยู่ภูเขาก็ยังจะเอาเกาะขึ้นมาด้วย
แล้วเวลาไปอยู่เกาะก็สร้างแบบภูเขา
อืม เอาเข้าไป :lol:

ต่อจากนั้นเราก็ไปกันต่อที่ร้านกาแฟของอาสึมิ
อาสึมิเป็นลีซอโมเดิร์นทำร้านกาแฟและที่พักเล็กๆ ในปาย
ทำเลร้านของอาสึมิเป็นทำเลเมพมาก
จากระเบียงร้านมองไปเห็นภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตา
มีเมฆประดับเป็นหย่อมๆ ช่วยทำให้ท้องฟ้าไม่เหงาจนเกินไป
วิวแบบนี้มันวิวในฝันชัดๆ!
จี้เล่าให้ฟังว่ามีนายทุนจะมาขอซื้อที่ตรงนี้จากอาสึมิ
โดยให้ราคา 60 ล้าน  :shock: 60 ล้าน!!!!
แต่…อาสึมิไม่ขาย สะบัดบ๊อบใส่ซะงั้น
คาดว่าอาสึมิน่าจะทำนายได้ว่าพื้นที่ตรงนี้มันมีค่าเยอะกว่านั้นแยะ
อาสึมิอาจจะไม่ได้มองแค่มูลค่าตัวเลข แต่รวมทั้งมูลค่าทางจิตใจด้วย(มั้งนะ)
เรานั่งกินกาแฟอยู่ตรงนี้ยังอิจฉาอาสึมิเลย
ใครๆ ก็คงฝันอยากมีร้านในทำเลแบบนี้
บรรยากาศที่สวย สงบ ชิล มีอากาศบริสุทธิ์
60 ล้านคงซื้อไม่ได้จริงๆ

เย็นนั้น ออกจากร้านอาสึมิเราก็ไปฝากท้องกันที่ถนนคนเดิน
ที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์โพนยางคำที่เราเพิ่งค้นพบ
เก๋มั้ยล่ะ มีเนื้อโพนยางคำมาเปิดที่นี่
แถมทำเป็นแฮมเบอร์เกอร์ต่างหาก
วันนี้เป็นอีกวันที่มีความสุขจัง :grin:
อ่อ…มีเรื่องน่ารักๆ อีกเรื่องหนึ่งตรงร้านกาแฟอาสึมิ
ตอนที่เราชื่นชมท้องฟ้าสีสวยของที่นี่
คุณเม่นพูดว่า “KPI ของคุณเม่นเป็นท้องฟ้าที่นี่”
โห! คำพูดโค่ดหล่อเลย
นั่นสินะ บางทีการได้นั่งจ้องท้องฟ้าสีสวยๆ
กับได้สูดอากาศบริสุทธิ์มันก็คงเพียงพอแล้วละ

ป.ลิง. เรายังคิดถึงเค้าอยู่เลย ลืมยากนิ ลืมคนที่เรารักอ่ะ

หนีรักไปพักปาย วันที่ 3

5 มกราคม 2010
ย่างเข้าสู่วันที่สามของการลาออก
จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาเป็นมนุษย์ชิลอยู่ที่ปาย
ความรู้สึกมันทั้งเพลิน ทั้งชิล อยู่เฉยๆ ก็ยิ้มได้ (บ้าป่าวหว่า?)
ส่วนนึงที่เราตัดสินใจลาออกมาโดยไม่รีบหางานรองรับ
เพราะเราอยากจะพักผ่อนจริงๆ ไม่ต้องหรู ไม่ต้องแพง
เราแค่อยากหาที่ที่เราสามารถอยู่ได้อย่างสบายใจเท่านั้นเอง
พอได้มาอยู่ที่นี่ ที่ปายเลยเริ่มเกิดอาการงอแงไม่อยากกลับซะดื้อๆ
อยากมึนๆ แล้วใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปเลยเหมือนกัน
แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก
ยังต้องมีโลกแห่งความจริงรอให้เรากลับไปผจญภัยกับมันอีก
งั้นเราขอแค่ช่วงนี้เท่านั้น ช่วงเวลาสั้นๆ ที่นี่
ที่เราขอพักใจ พักกายให้สบายจากเรื่องปวดหัวข้างนอกนั่น
แล้วค่อยกลับไปวุ่นวายกับมันใหม่นะ

เราเริ่มต้นเช้าวันที่สามด้วยการอ่านหนังสือ
“ความลับในความรัก”
Conditions of Love, The Philosophy of Intimacy

เขียนโดย จอห์น อาร์มสตรอง
แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา
กับจิบชาเบาพร้อมนอนกระดิกติง แหม๊ อะไรมันจะชิลขนาดน้าน!
แต่มันชิลขนาดนั้นจริงๆ หนังสือเล่มนี้ดีมากนะ
ส่วนเนื้อหาข้างในเป็นอย่างไร ไว้มาเล่าบล๊อกหน้า
อ่านได้ไม่ทันไร ท้องก็ร้องหงิงหงิงขึ้นมาทันที :oops:

เหมือนจะรู้ เผอิญวันนี้จี้ทำบราวนี่ (ในตำนาน) ด้วย
เราเลยทวิตไปหาคุณเม่น แล้วก็รีบปั่นจักรยานไปสุดชีวิตเพื่อไปกินบราวนี่
จะบอกว่ากลิ่นหอมมาถึงที่บ้ายปายนาแน่ะ เว่อร์ไป!
แต่ปั่นยังไม่ทันถึงไหนก็โดนเบรกกึกด้วยหมีแพนด้าและไอติม
ทันใดนั้น เรากระโดดทิ้งจักรยานทันทีเพื่อไอติม
โฮะโฮะโฮะ! เพื่อของกินสินะ :cool:
เราขอชิมแต่เค้าไม่ให้ ใจร้ายจัง ><’
เลยเลือกกินไอติมส้มเชอร์เบทน่าจะเข้ากับอากาศร้อนแบบนี้ดี
แถมไม่หนักเกินไปด้วย เพราะบราวนี่รอเราอยู่
ปั่นไปถึงหลังบ้านจี้กะคุณเม่น อิแก้วก็กระโดดทิ้งจักรยานเช่นเคย
เพราะกลิ่นบราวนี่ยั่วยวนมาก
อ้ำแรก…อื้มมม
อ้ำสอง…อื้มมมมมม
อ้ำสาม…อื้มมมมมมมมม
หม่ำไปก็พยักหน้าหงึกๆ
เข้าใจแล้วถึงบราวนี่ในตำนาน


ท้องอิ่มปุ๊บเราก็ออกเดินทางทันที
โดยมีเป้าหมายว่าจะไปดูที่ที่จะจัดงานแต่งงานตอนเย็น
เพราะจี้จะเอาบราวนี่ไปให้เค้าด้วย
แต่ระหว่างทางดันไปเจอกองฟาง ที่เราเรียกกันว่า ด่านเจดีย์สามองค์
เลยแวะลงไปถ่ายรูป Pre-Wedding เซ็ทแรกกัน
เออ เนอะถ่ายกะอะไรไม่ถ่ายมาถ่ายกะกองฟาง
เอาเข้าไป เพี้ยนพอกันทั้งว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาว และคนถ่าย
วันนั้นแสงเป็นใจตะหาก
ฉะนั้น แม้จะถ่ายด้วยกล้องดิจิง่อยๆ ก็พอออกมาถูไถ
บางทีการถ่ายรูปเพื่อบันทึกช่วงเวลาดีๆ
อาจจะไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่หรูๆ ก็ได้นะ
เอาแค่คนข้างๆ เราเป็นคนที่ทำให้เรามั่นใจได้
แค่นี้มันก็พอแล้วล่ะ :grin:

สำหรับที่จัดงานตอนเย็นชื่อว่า ปาย อาร์ อาส สวยมากอยู่ริมแม่น้ำปายพอดิบพอดี
เป็นสถาปนิกที่มาจากกรุงเทพฯ มาปักรากที่นี่เหมือนกัน(มั้ง?)
รายละเอียดนี่จำไม่ค่อยได้ ไว้รอว่าที่บ่าว-สาวเค้าเล่าเองละกัน
รู้แต่ว่าที่นี่น่ารักเหมาะกับการจัดงานแต่งช่วงเย็นมาก
ดูจากสถานที่แล้ว งานแต่งนี้มีกระโดดลงน้ำแน่ๆ ฟันธง!

เย็นย่ำพวกเราสามคนเริ่มหิว
เลยไปฝากท้องกันไว้ที่ร้านโรงอาหาร ตรงถนนคนเดิน
เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปหน้าร้านมาเลย
ร้านนี้มีก๋วยจั๊บ เกี๊ยวน้ำ อะไรอีกหว่าจำไม่ได้
จำได้แต่ที่ตัวเองกินง่ะ แล้วก็น้ำแก้วโตทั้งกระเจี๊ยบ มะตูม ฯลฯ
เย็นนั้นอิ่มหมีพีมันกันไปเพราะมีลูกชิ้นปิดท้ายอีกคนละไม้ด้วย
อิ่มแล้วก็ลูบท้องป้อยๆ จะผอมทันงานแต่งมั้ยเนี่ย -_-’

อยู่ที่ปายเวลาผ่านไปเร็วจัง
เพราะเรากำลังเพลินอยู่สินะ  ~

หนีรักไปพักปาย วันที่ 2

4 มกราคม 2010

เช้านี้ตื่นมาที่ปายสดชื่นมาก อากาศเย็นจับใจ
เราเลยไม่ยอมขยับไปไหนแต่ขอต่อเวลาซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอีกพักใหญ่
กลิ้งไปกลิ้งมาสักพัก เลยค่อยๆ ระเห็จตัวเองออกมาอาบน้ำ
ดีนะว่าที่ บ้านปายนา เค้ามีเครื่องทำน้ำอุ่นอย่างดี
ไม่งั้นไม่ยอมอาบน้ำแน่ๆ

ระหว่างทางต้องแวะทักทายเจ้าถิ่นที่นี่สักนิด
อยู่กันทั้งหมดกี่ตัวหว่า หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก นับได้หกนะ
มีเจ้าลูกหมาสี่ตัวชื่อ อยู่ – เย็น – เป็น – สุข
ส่วนแม่เค้าชื่อ กันจัง (แปลว่า หน้าดำ พี่ปันบอก)
เห็นน้องหมาที่ปายแล้วพาลอิจฉา
ทุกตัวล้วนอ้วนพีดูสุขภาพดีจังเลย

ตัวสะอาดแล้วก็หาไรหม่ำสักหน่อย
หนมปังปิ้งกะโอวัลตินชงเองนี่แระ หย่อยๆ
กินไป ก็นั่งเขียนไดอารี่ไป
คิดถึงเค้าชะมัด
การจะลืมใครสักคนนี่มันไม่ง่ายเลยนะ
เวลาคงเป็นตัวช่วยเดียว
ที่น่าจะช่วยให้เค้าค่อยๆ จางไปจากความทรงจำของเรา
แต่ไม่ลืมหรอก แค่ความทรงจำมันคงเลือนลางลงเท่านั้นเอง

อย่างที่บอกไปในวันแรก
การมาปายครั้งนี้เรากะว่าจะไม่ทำอะไรเลย
นอกจากนอนชิล อ่านหนังสือ ถ่ายรูป (จาก BB ที่เกร็นแตกๆนี่แระ)
แต่มีอีกภาระกิจที่ต้องทำนั่นก็คือ ทาสี!
เพราะตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าว่างงานเมื่อไหร่
และได้ขึ้นมาปายจะไปช่วย จี้ ทาสีร้าน
วันนี้เลยเอาซะหน่อย เค้าทาไปแล้วรอบนึง
เราไปช่วยซ้ำอีกสองรอบ

ผลที่ได้คือ ตัวเรากลายเป็นชาวนาวีอย่างที่เห็น :mrgreen:
สีเลอะไปทั้งตัว ทั้งเสื้อ แต่สนุก
การทำงานใช้แรงงานก็เพลินดีนะ
ในหัวจะโล่งๆ สบายๆ ไม่คิดอะไรเลย
นอกจาก “จุ่มสี ทาสี กดแน่นๆ สีเสมอกันยังหว่า” คิดอยู่แค่นี้จริงๆ
ชอบนะ เหมือนเป็นการฝึกสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่านดี
เสร็จแล้วก็ถอยมาชื่นชมพร้อมยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ
ว่าเราก็พอทาสีได้แฮะ :lol:

ตกเย็นวันนั้น ว่าที่บ่าวสาวใจดี
เห็นแรงงานต่างด้าว(อย่างเรา)ขยัน
เลยพาเราไป ทุ่งดอกปอประเทือง
เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี่แระ
ทุ่งดอกหญ้าสีเหลืองอ๋อย..อ๋อยไปทั้งทุ่งเลย
เป็นสวนของคุณลุงคนนึง แกทำไว้ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป
ใครอยากให้เงินเท่าไหร่ก็ใส่แล้วแต่ศรัทธา
ลุงน่ารักมากเดินมาทักทาย แถมเอาลูกพุทราจิ๋วมาให้พวกเราชิมด้วย
คนปายนี่น่ารักจัง :razz:

ก่อนกลับคุณเม่นกะจี้ขับรถพาเราชมตัวเมืองปายจากรอบนอก
บรรยากาศยามเย็น อากาศหนาว พระอาทิตย์ตกดิน
สวยจัง ตอนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้เห็นอะไรอย่างนี้นานแล้ว
กว่าจะออกจากออฟฟิศก็มืดตื๋อ
บรรยากาศโพล้เพล้อย่างนี้ชวนให้เหงาพิลึก

กลับมาถึงบ้านคุณเม่นกะจี้ เราขอตัวไปเดินเล่นที่ถนนควายเดิน (เรียกตามจี้)
เดินมาถึงแอบปลื้มทำป้ายต้อนรับเราซะใหญ่โตเลย
“ยินดีนักแล้วแขกแก้วมาเยือน”
โอ้ว! ดูยิ่งใหญ่ซ้า
ของขายสองข้างทางมีเยอะขึ้นกว่าปี 2006 ที่เรามาเยอะมาก
เป็นของที่ระลึกซะส่วนใหญ่ เราเลยไม่ได้อุดหนุน
เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
รูปที่ถ่ายก็พอแล้วสำหรับเป็นที่ระลึกในการนึกถึงที่ๆ เราไป
ฉะนั้น สิ่งที่ดึงความสนใจเราไปได้คือของกินล้วนๆ
สตอเบอร์รี่สด นมร้อน ข้าวปุกงาดำ ได้ลงไปอยู่ในท้องเราเรียบร้อย

คืนนี้ไม่จบลงง่ายๆ เช่นกันเพราะ @adamy และ @kaokii
มาถ่ายทำสารคดีเรื่องพระนเรศวรที่เชียงใหม่ และต่อยาวมาถึงที่ปาย
คุณเม่นกะจี้เลยไปต้อนรับ เราเลยห้อยไปด้วย
แน่นอนเราไปชิลกันก่อนที่ Park@Pai
ก่อนจะไปลงเอยที่ BeBop เช่นเคย
ความมันส์ที่ BeBop ยังรักษาระดับได้อย่างคงเส้นคงวาไม่มีตก
ขนาดสองแขกที่เพิ่งมาใหม่ยังมันส์ไปด้วยเลย
ถึงเวลาปิดร้าน BeBop แต่พวกเรายังคงไปต่อ
พวกเราไปต่อกันที่อีกร้านนึง
ที่ร้านนี้ไม่มีดนตรีสด ไม่มีของกิน
มีแต่กองไฟ และมนุษย์ชิลเท่านั้น
ทุกคนมานั่งจุ้มปุ๊กเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
หัวข้อเรื่องที่คุยมีหลากหลายตั้งแต่หนังไปจนถึงตัวเมืองปาย
จะว่า Cliche’ มันก็ใช่  แต่ทุกคนก็เอ็นจอยกับบทสนาดีๆ ในคืนนั้น
แค่นี้มันก็พอแล้วไม่ใช่หรือ

เวลาล่วงไปเกือบตีสาม เราเริ่มง่วง
เลยขอตัวกลับก่อน จากร้านเดินไปที่บ้านปายนาไม่ไกลนัก
เราเลยขอตัวเดินกลับเองเพราะไม่อยากขัดบทสนทนาที่กำลังออกรส
อีกอย่างการเดินกลับบ้านตอนตีสามคงไม่ได้ทำกันง่ายๆในกรุงเทพหรอก
เอาน่าลองสักนิดคงเพลินดี
เราเดินมาเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 600 เมตรมั้ง
ไม่รู้สิกะไม่ถูกหรอก รู้แต่ว่าไม่ไกล
เราเดินของเราไปเรื่อยๆ มีดาวคอยดูเราเป็นเพื่อนอยู่ไกลลิบๆ
หนาวจังถ้าเค้ามาอยู่ที่นี่ด้วยก็คงจะดี
เฮ้อ……พรุ่งนี้เราจะลืมเค้าได้รึยังนะ?

หนีรักไปพักปาย วันที่ 1

3 มกราคม 2010

หลังจากอยู่เชียงใหม่พอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาที่เราต้องแบกเป้ขึ้นบ่าไปปาย
โดยคราวนี้เราเดินทางไปเองคนเดียว โดยประมาณการคร่าวๆ ไว้ก่อนว่าจะอยู่สักสี่คืน
แล้วถ้าโอเคก็คงอยู่ต่อ แต่ถ้าต้องกลับก็กลับ ไม่มีแผนตายตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ยึดคอนเซ็ปต์ The Best Plan is No Plan! :cool:
หลายคนถาม “ทำไมต้องปาย?”
นั่นสินะ..ทำไมต้องปาย?

เราเคยไปปายมาครั้งหนึ่งเมื่อตอนปลายปี 2006
ตอนนั้นที่ไปปายไปกะเพื่อนนับสิบชีวิต
ไปแบบทัวร์กระโดดสุดๆ คือ นั่งรถตู้ไป ตรงไหนดังฉันลง
เหยียบๆ ถ่ายรูปๆ แล้วก็ขึ้นรถเพื่อไปจุดท่องเที่ยวต่อไป
ทั้งๆ ที่เป็นการมาพักผ่อน แต่ทริปนั้นไม่ประทับใจเราเอาซะเลย
แถมรู้สึกป่วยๆ เหนื่อยๆ ต่างหาก
ปายในตอนนั้น ไม่น่ารักเลยในสายตาเรา
ไม่เห็นเหมือนที่คนเค้าพูดกันสักนิด
ว่า ปายน่ารักอย่างนั้น น่ารักอย่างนี้
สงบอย่างนั้น สงบอย่างนี้
แต่ลึกๆ แล้ว เราก็ยังเชื่อว่าปายต้องมีเสน่ห์อะไรสักอย่าง
ถึงได้ดึงดูดให้คนไปปักหลักอยู่ได้จำนวนไม่น้อย
ประกอบกับเพื่อนใหม่ของเรากำลังจะไปปักรกรากอยู่ที่ปาย
เราเลยตัดสินใจที่จะกลับไปปาย เพื่อทำความรู้จักกับปายอีกครั้ง

และอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญในครั้งนี้
ก็คือ เราตั้งใจว่าจะไปนั่งคุยกับตัวเองแบบเงียบๆ สักพัก
เพื่อทบทวนเรื่องราวในชีวิต หลังจากสับสน มึนงง มาอยู่พักใหญ่
ทั้งเรื่องชีวิต การงาน และประเด็นหลัก “ความรัก”
ฉะนั้น ขอหนีรักไปพักปายสักแป๊บนะ ;-)

เราเดินทางไปปายโดยไปรถตู้ โชคดีว่าเที่ยวที่เราไปไม่ค่อยมีคน (สิบโมงเช้า)
ทั้งรถมีแค่เรากะฝรั่งอีกคน นั่งกันสบายไป
เทคนิคการนั่งรถมาที่ปายสำหรับคนเมารถ
เค้าบอกว่าให้เอายาแก้เมายัดใส่สะดือแล้วแปะกอเอี๊ยะทับอีกที
เราทำตามนะ แต่ก็ยังมึนๆ อยู่ดี
เกือบๆ สามชั่วโมงก็เราเดินทางมาถึงที่ปาย
ไม่นานนัก @sweetener และ @imenn
ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่บัดนี้กลายเป็นคนปายไปแล้ว
ก็บรื้นๆ พาน้อง @nongflow น้องเต่าสีขาวมารับเราไปที่พัก
เราทำพิธีส่งมอบของขวัญงานแต่งงาน
เป็นชุดชงชาเพราะว่ามันอยู่ใน Wish List ที่จี้อยากได้พอดี

สำหรับที่พักของเรา เราไปพักที่ บ้านปายนา บ้านพักเล็กๆ ที่ทำจากดิน ของ พี่กบ กับ พี่ปัน
ที่บ้านปายนามีบ้านพักแค่สี่หลังเท่านั้น ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ข้าวสาร
ค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่ว่าห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมนะ
ราคาค่าห้องไม่แพงเลยถ้าช่วง Low-Season ก็ 400 บ. แต่ถ้า Hi-Season ก็ 500 บ.
ส่วนเราได้คืนละ 300 บ. เพราะบอกพี่เค้าไปว่าหนูเพิ่งเป็นคนว่างงานค่ะพี่
สงสัยพี่เค้าคงสงสารเลยลดให้ คนที่ปายใจดีจริงๆ :smile:
เราได้พักที่ “บ้านข้าวกล้อง” มีล็อบบี้เป็นของตัวเองด้วยนะ
โต๊ะสีส้มนั่นงัย แถมข้างๆ ก็มีเก้าอี้ให้นั่งมองทุ่งนาเพลินๆ ในวันสบายๆ ด้วย

ส่งมอบของกันเสร็จ กินแพนเค้กกล้วยหอมกันสักนิด
แล้วจี้กะคุณเม่นก็ให้เราพักผ่อนตามอัธยาศัย
ไปนอนกลิ้งเล่นในบ้านข้าวกล้องปุ๊บนึง เพราะเรายังมึนๆ อยู่เลย
โดยนัดกันว่าตกเย็นจะไปหาไรหร่อยๆ กินกันในเมือง

คุณเม่นถามว่าเราชอบกินอะไร? แบบไหน?
เรามันเด็กผ่าเหล่าผ่ากอ เวลาไปตามที่ๆ มีฝรั่งมาเปิดร้านจะชอบกินอาหารฝรั่ง
ไม่ค่อยกินอาหารพื้นเมือง ไม่ได้กระแดะแต่อย่างใด แต่ว่าเนี่ยแหละ
มันเป็นอาหารออริจินัลที่เค้าอุตส่าห์เอาสูตรข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำให้เรากิน
ก็ควรจะกินสักนิด โชคดีว่าคุณเม่นกะจี้ก็ชอบเหมือนกัน เข้าทางไป
ฉะนั้น มื้อแรกเราเลยไปบ้านพิซซ่ากันอย่างที่เห็น
พิซซ่าบางกรอบ หอมฉุย มีความสุขจัง

หลังจากมื้อเย็น พวกเราสามคนยังไม่จบค่ำคืนแรกกันง่ายๆ
พวกเราไปต่อกันที่ Park@Pai ร้านอาหารชิลๆ พร้อมดนตรีเล่นสด
จังหวะนี้มันคงต้องเมาแอลกอฮอล์แล้วสินะ แสงโสม โซดา โค้ก จึงถูกลำเลียงมาที่โต๊ะ
เวลาผ่านไป เราเม้าท์กันอย่างออกรส จนคุยกันไปเลยเถิดถึงไหนๆ
แต่โตๆ กันแล้วเลยหาได้อายกันสักนิดไม่ นี่สินะข้อดีของการเฉียดเลขสาม :lol:

จนห้าทุ่มจี้บอกว่าถึงเวลา่ที่พวกเราต้องมูฟแล้ว
เพราะห้าทุ่มปุ๊บมันเป็นเวลาที่ชาวปายทุกคนรู้กันว่าต้องไปสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ร้าน Bebop ผับสุดเก๋ ที่มีวงดนตรีเจ๋งๆ มาซ่อนอยู่
จี้บอกว่าเหตุผลหนึ่งที่เลือกมาอยู่ปายเพราะร้านนี้เลยนะ
และก็เป็นอย่างที่จี้ว่า ทุกคนมารวมกันที่นี่จริงๆ
เสียงดนตรีสดเล่นเพลงฝรั่งอย่างเมามัน
ไม่มีใครที่ไม่อินไปกับเพลงที่ได้ยิน
กระทั่งเราสามคนยังโยกด๊อกๆ แด๊กๆ ตามแบบไม่เหนื่อย
ยิ่งดึกก็ยิ่งมัน ยิ่งมันก็ยิ่งเต้น

ผับปิดเราสามคนเดินโซซัดโซเซออกมา
มันชะมัด เราเริ่มเห็นด้วยกับเหตุผลที่ย้ายมาปายของจี้
แต่ว่าที่ปายมันไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ
มันยังมีอะไรมากกว่านั้น ;-)

———————————————————————————————————————–

19 มกราคม 2010

เอ๊ะ ว่าจะบันทึกให้ได้ทุกวัน ไหงกลายเป็นวันเว้นวันไปซะงั้น
วันนี้อยู่บ้านทั้งวันเช่นเคย จัดการเก็บห้องรกๆ ที่เก็บกี่ครั้งก็ยังรก
วันนี้มีเรื่องให้รู้สึกดี ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก
แต่เราชอบความรู้สึกแบบนี้จัง ~

19 January 2010

กาดวัว & Under the Tuscan Sun

วันนี้ตื่นเช้ามาก็ไปเดินเล่นลัลล๊ากันที่กาดวัว ว่าจะไปซื้อวัวกันคนละตัวสองตัว จึ๋ย! จะบ้าเรอะซื้อมาทำไม
เราไปที่กาดวัวกันเพราะว่าที่นี่พี่ดาวพี่สาวของยุสมิซังบอกว่า เป็นตลาดนัดที่ใหญ่มากๆ ของบ้านๆ เต็มเลย
แถมมีกาดวัว หรือตลาดน้องวัวอยู่ข้างๆ ด้วย ก็เลยเอ๊า! ลองไปดูกัน
ที่กาดวัวนี่มีแต่วัวเต็มไปหมดเลย (แหงล่ะ จะให้มีแมวรึ) นอกจากวัวก็มีน้องควายคะ
เค้าเอามาขายกัน แลกกัน(มั้ง?) ด้วยความที่เราเป็นคนรักสัตว์เลยอดไม่ได้
เผลอวิ่งกรี๊ดกร๊าดไปถ่ายรูปเล่นกะน้องวัว น้องควายอย่างหนุกหนานจนเพื่อนเอือม
แบบว่า…มึงมะเคยเห็นควายรึงัย?! ก็แหม มันน่ารักนิ :roll:
จริงๆ ถ้ามองดีๆ ตาของน้องควายจะโศกมาก ไม่รู้ทำไมเป็นสัตว์ที่ตาโศกขนาดนี้
อย่างช้างก็เหมือนกันตาโศกเหลือเกิน เห็นแล้วชอบเศร้าตาม

2 January 2010 @กาดวัว

จากกาดวัวเราก็เปลี่ยนแนว หันมาเข้าเมือง
ไปตะลุยตัวเมืองเชียงใหม่กันต่อ ที่ร้าน Love at First Bite ร้านนี้ถ้าใครมาเชียงใหม่แล้วไม่ได้มากิน
เค้าว่าเหมือนไม่ได้เชียงใหม่ ดังพอๆ กะไก่เที่ยงคืน (หรือ ไก่โลกแตก หรือ น้ำพริกเที่ยงคืน หลายชื่อจังวุ้ย)
ร้านนี้เรามาเหยียบเป็นครั้งที่ 4 แล้ว (จำได้โด้ย)  เมนูที่สั่งหนีไม่พ้น Banoffee กะ Chocolate Volcano
Banofee ที่นี่อร่อยได้มาตรฐาน ส่วน Chocolate Volcano นี่แนะนำเลยจริงๆ สำหรับคนรักช็อคโกแลต

2 January 2010

2 January 2010

เจ้า Chocolate Volcano ด้านบนเนี่ยจะเป็นวิปป์ครีม ส่วนด้านล่างเป็นช็อคโกแลตเยิ้มซะใจ
กินไปกินมาเราเลยพิเรนทร์เอามาป้ายฟันเล่น ได้รูปออกมาอย่างที่เห็น :lol:
ขอย้ำอีกที ในใจยังจิตตกอยู่แต่แสร้งว่าร่าเริง
เพราะทั้งวันก็ยังอดคิดถึงเค้าไม่ได้
เค้าจะทำอะไรอยู่น๊า? เค้าจะเป็นอย่างงัยน๊า? จะคิดถึงเราบ้างมั้ยน๊า?
แต่พอเห็นกล้องปุ๊บ รอยยิ้มจะออกมาอัตโนมัติเลยทีเดียวเชียว แหะแหะ

2 January 2010

วันนี้ทั้งวันเราเที่ยวแบบชิลๆ คะ ไม่ดึกมากนักก็เข้าที่พักเตรียมข้าวของเพื่อเดินทางไปปาย
ไปคนเดียวคะ เพราะเพื่อนต้องกลับไปทำงาน แต่เรามันคนว่างงานแล้ว
ฉะนั้น ทุกวันคือวันหยุด! หุหุ แพ็คของคะ แพ็คของ เตรียมตัวเดินทางพรุ่งนี้!

Info:
Love at First Bite
ถ.เชียงใหม่ – ลำพูน ซ.1
โทร. 0 5324 2731, 08 1472 5059
www.loveatfirstbite-cm.com

———————————————————————————————
15 มกราคม 2010: Under the Tuscan Sun
หลังจากไม่ได้เข้าเมืองมาสองอาทิตย์ วันนี้เข้าเมืองไปวันแรกคะ
แม้จะเป็นวันศุกร์แต่รถไม่ค่อยติดมากนัก แต่วันนี้มีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดเล็กน้อย
คิดไม่ตกคะ งงกับตัวเองนิดนึงว่าจะเอาไงดี
อยู่ๆ ช่วงนี้ก็มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจเลือกเยอะเกิน ปวดหมอง

ตกดึกกลับถึงบ้านไม่อยากเล่นคอมเลยหยิบเอา DVD เรื่อง Under the Tuscan Sun
ที่หยิบยืมจาก @sweetener มาดูซะหน่อย เพราะเห็นที่จี้เขียนไว้ที่ ramida.net ซะน่าดูเชียว
แถมจี้ยังบอกว่า เธอต้องดูเลยนะ ต้องดู!

Under the Tuscan Sun

– จะสปอยล์นะจ้ะ –

เรื่องมันเกี่ยวกับ นักเขียน(ดัง)คนนึงคะที่มารู้ทีหลังว่าสามีสุดที่รักไปกิ๊กกะเด็กมัธยม (อึ๊ก!)
แถมโดนสามีฟ้องร้องเอาค่าเลี้ยงดูด้วย
เพราะที่ผ่านมานางทำมาหากินเลี้ยงสามีที่มีอาชีพนักเขียนเหมือนกันมาตลอด
สามีเลยขอค่าเลี้ยงดู ซะงั้น นางถึงกับอึ้ง
แต่เมื่อประตูบานนึงปิด ประตูอีกบานนึงก็จะเปิดเสมอ
โชคดีว่าเพื่อนน่ารักเอาตั๋วให้ไปเที่ยวที่ Tuscany, Italy ที่ที่เค้าว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่โรแมนติกมากๆ
เมื่อนางตัดสินใจไป ก็เหมือนกับเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตนางเลยทีเดียว
เพราะว่าไม่ได้แค่ไปเที่ยว แต่อยู่ๆ นางก็ตัดสินใจไปตั้งรกรากที่นั่นเลย
เพราะเชื่อในเรื่องของ “Sign” (ต๊าย เชื่อเหมือนฉันเลยแหะ)
แถมมีขี้นกตกใส่หัวตะหาก (ต๊าย ฉันก็โดนขี้นกตกใส่ตอนไปปายเหมือนกันนะเธอว์)
งานนี้เลยอยู่เป็นอยู่ (ต๊าย ฉันก็ว่าจะไปอยู่ปายเหมือนกัน)
ในที่ที่ไม่มีคนรู้จักเลย ภาษาก็คนละภาษา แต่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่
มันไม่ง่ายนะคะ แถมจิตใจยังอยู่ในสภาพบอบช้ำ (นึกถึงตัวเองอีกแระ)
ชอบ Dialogue  ในหลายๆ ตอนของเรื่องนี้
มีตอนนึงที่นางเอกคุยกะ มาร์ตินี่ นายหน้าขายบ้านที่กลายมาเป็นเพื่อนว่า

“Do you know the most surprising thing about divorce? It doesn’t actually kill you.
Like a bullet to the heart or a head-on car wreck. It should.
When someone you’ve promised to cherish till death do you part says “I never loved you,”
it should kill you instantly. You shouldn’t have to wake up day after day after that,
trying to understand how in the world you didn’t know. The light just never went on, you know.
I must have known, of course, but I was too scared to see the truth. Then fear just makes you so stupid.”

“รู้มั้ยว่าเรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดของการหย่าคืออะไร? มันไม่ได้ฆ่าคุณหรอก
จริงๆ มันควรจะเหมือนกระสุนที่วิ่งมาทะลุหัวใจ เหมือนรถชนประสานงา
เมื่อจู่ๆ คนที่เราเคยสาบานว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปจนถึงวันตายมาบอกว่า “ผมไม่เคยรักคุณ”
มันน่าจะทำให้เราตายทันทีเลย เราไม่น่าจะต้องตื่นมารับรู้ความจริงวันแล้ววันเล่า
เพื่อพยายามเข้าใจในสื่งที่เราไม่เคยเข้าใจ และเราก็ไม่มีวันเข้าใจ
ฉันน่าจะรู้นะ แต่ว่า ฉันกลัวเกินไปที่จะยอมรับความจริง ความกลัวนี่แระที่มันทำให้เราดูงี่เง่า”


โดนสิคะ โดน! เพราะช่วงที่ผ่านมาเราก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำถามวนเวียนในหัวไปมา
ว่าทำไมอย่างนั้น? ทำไมอย่างนี้? พยายามหาเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เหมือนว่าเรายังไม่อยากยอมรับความจริง แต่สุดท้ายแล้วความจริงก็คือความจริง
The fact is the fact. สิ่งเดียวที่ทำได้คือการยอมรับ และปล่อยวางมันซะ
ส่วนตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่คะ ดีขึ้นเยอะแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้ความพยายามอยู่

มี Dialogue  อีกตอนคะ ที่ชอบมากๆ เช่นกัน
เป็นอีตา มาร์ตินี่ นี่แระคะ พูดกะนางเอกของเราว่า

“Signora, between Austria and Italy, there is a section of the Alps called the Semmering.
It is an impossibly steep, very high part of the mountains.
They built a train track over these Alps to connect Vienna and Venice.
They built these tracks even before there was a train in existence that could make the trip.
They built it because they knew some day, the train would come.”

“ระหว่างออสเตรียกับอิตาลี มีส่วนนึงของเทือกเขาแอลป์เรียกว่า Semmering
มันเป็นผาส่วนที่สูงชันมาก แต่เขาก็พยายามสร้างรางรถไฟข้ามเทือกเขาเพื่อเชื่อมระหว่างเวียนนากับเวนิซ
พวกเขาสร้างก่อนที่จะรู้ว่าจะมีรถไฟมาเดินตามเส้นทางนี้
พวกเขาสร้างก็เพราะรู้ว่า สักวันหนึ่งรถไฟจะมา”


เป็นคำพูดที่ให้กำลังใจได้ดีมากๆ ชอบจัง
ทั้งสองอันนี้เป็น Dialogue ที่ทำเอาคนช้ำรักแบบเราดูแล้วก็อินอย่างจัง
เลยเผลอตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
อย่างว่าแหละ ถ้าอินกับหนังจะดูสนุกเป็นสองเท่าเลย
ขอจัดอันดับให้  Under the Tuscan Sun ขึ้นทำเนียบหนังโปรดด้วยเลยละกันนะ

15 January 2010

ป.ล.ช่วงนี้ขอบันทึกเป็นโลกคู่ขนานอย่างนี้ไปก่อนคงประมาณสักอาทิตย์-สองอาทิตย์นะ

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ นั่นก็คือ คุณสามารถนำบทความใน blog นี้ไปเผยแพร่ได้ แต่ต้องให้เครดิตคนเขียนด้วยนะจ๊ะ