งานแต่ง Sweet and Mellow

แหะ แหะ คนอื่นเค้าเขียนกันไปนานแล้ว
อิชั้นมาเพิ่งเขียน เอาน่าเขียนช้าดีกว่าไม่เขียนเนอะๆ (หาพวก)
ก็แค่อยากอวดน่ะจ้ะ ว่าของที่ระลึกงานแต่ง Sweet and Mellow ของ @sweetener กะ @imenn
เป็นฝีมือการวาดสีน้ำโดย คุณลิงใจดี แต่ฝีมือการถ่ายรูปเป็นฝีมือของเราเองนะๆ :cool:
เคยเขียนตอนไปถ่ายไว้ที่นี่ หนีรักไปพักปาย วันที่ 5
เห็นแล้วก็แอบปลื้มฝีมือตัวเอง :lol:

นี่งัยๆ เอารูปมาลงเปรียบเทียบให้ดู น่ารักนิๆ :razz:

ป.ล. ตอนไปนั่งรับลงทะเบียนข้างหน้า อดไม่ได้ต้องขอถ่ายรูปคู่กะฝีมือตัวเองสักนิด :lol:

หนีรักไปพักปาย วันที่ 6

หนีรักไปพักปาย วันที่ 6

8 มกราคม 2010
เช้านี้มาตื่นที่บ้านจี้กะคุณเม่น
เพราะห้องที่บ้านปายนาเต็มหมดเลย
เลยมาทำตัวเป็นกาฝากเนี่ยนๆ ไป
พอตื่นมาปุ๊บกระเพาะน้อยเริ่มร้องหาของกิน
เลยเดินดุ่มๆ ไปซื้อโกโก้ร้อนที่วาวีสาขาปาย
คนเยอะแยะน้องพนักงานบริการแทบไม่ทัน

สองรูปข้างล่างนี้วิวบ้านเครกจ้ะ

ระหว่างรอเราก็เลยถ่ายรูปไปเรื่อยเพลินดี
จะบอกว่าที่ออกมานี่ยังไม่อาบน้ำเลยนะ
แต่ก็เดินมาดุ่มๆ ทั้งอย่างนั้นแระ
แหม อากาศมันเย็นนิไม่เหม็นหรอก
กำลังเพลินๆ คุณเม่นก็โทรมา
บอกว่าเด๋วจะเอาน้องโฟลว @nongflow
มารับไปบ้านเครกเลยจะเข้ามาอาบน้ำก่อนมั้ย
เครกเป็นเจ้าของ snell home*
ที่จี้กับคุณเม่นเคยไปพักและอาจจะไปจัดงานแต่งช่วงเช้าที่นี่
เอาอีกแล้วคับแต่งตัวโทรมแต่กำลังจะได้ไปที่สวยๆ อีกแล้ว
เอาเฟร้ย! ไม่เคยเป็นคนเรื่องเยอะ
เลยบอกว่าไปเลยก็ได้คับ (เจียมตัวนิดนึงอาศัยเค้าอยู่นิ)

ถ่ายจากห้องดูดาวชั้นสามบ้านเครก

นั่งจากตัวเมืองไปไม่นานก็ถึง
บ้านของเครกน่ารักมาก เครกเป็นคนอังกฤษ
ที่ตัดสินใจมาปักรกปักรากที่นี่เพราะได้แฟนคนไทย
บ้านของเครกมีสองชั้น
ชั้นสามเป็นห้องดูดาวที่มีเลาน์เตอร์อินเตอร์เน็ทเก๋มากๆ
วิวจากห้องดูดาวมองมาแล้วหยั่งกะในหนังเรื่อง The Sound of Music
เห็นแล้วแอบอิจฉาเล็กๆ ที่เค้าได้เป็นเจ้าของวิวทั้งหมดนี่เลย
มันสวยมากกก..มากจนอธิบายไม่ถูก
ต้องเห็นเองแล้วจะรู้ว่ามันน่าอิจฉาขนาดไหน
เราเคยฝันตอนเด็กๆ ว่าเราอยากมีบ้านอยู่กลางเขาแบบนี้
มีสนามหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
มีน้องหมาสองตัว มีคนที่จะอยู่ข้างๆ อยู่กันสองคนตายาย
และมีเครื่องแฟกซ์ไว้ติดต่อโลกภายนอก
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องแฟกซ์
แต่ตอนนั้นคิดว่าเครื่องแฟกซ์มันเท่ห์และคลาสสิคดี
ความฝันวัยเด็กน่ะ ลืมไปพักใหญ่แล้ว
จนมาอยู่ที่ปายก็เลยคิดถึงเรื่องนี้มาอีกครั้ง
ถ้าฝันนี้เป็นความจริงได้คงมีความสุขพิลึก

ณ ร้านน้องเบส

ออกมาจากบ้านเครกเราไปแวะหม่ำๆ กันที่ร้านน้องเบส
ร้านอาหารตามสั่งที่มีของกินเด็ดๆ เพียบ
โดยเฉพาะเห็ดหอมทอดกับน้ำจิ้มเขียวเมพ
(อ่านรีวิวได้ที่ #paisina)
ปกติเราเป็นคนไม่กินเห็ดหอม
ยังต้องยอมสิโรราบให้กับเห็ดหอมทอดของที่นี่ มันเมพมาก!

หม่ำกันเสร็จคุณเม่นต้องเอาน้องโฟลวไปดูอาการนิดหน่อย
เพราะอยู่ๆ ก็งอแงเครื่องติดๆ ดับๆ ซะงั้น
คุณเม่นเลยเอาเรากะจี้ไปปล่อยไว้ที่บ้านปายนาปายตา
บ้านพักสาขาของบ้านปายนา ที่นี่จะอยู่ถนนเส้นเดียวกับร้าน Coffee in love
ขับเลย Coffee in love มาเรื่อยๆ ก็จะถึง
อืม ตอนขับรถผ่านเห็นร้านทำเลียนแบบ Coffee in love เต็มเลย
แบบคนละชื่อแต่รูปแบบเหมือนกันเด๊ะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา
คือเป็นชื่อร้านตัวใหญ่ๆ ด้านหน้า แล้วก็(พยายาม)สร้างตัวร้านให้เก๋ๆ
แบบอะไรดีอะไรดังคนก็แห่ทำตามกันน่ะแบบนั้นเลย ตลกดีนะ :lol:

ชามะนาวน้ำผึ้งชื่นใจ๊ชื่นใจ ~

ที่นี่ห้องพักจะหรูขึ้นมาหน่อยราคามีตั้งแต่ 800 – 1,500 แล้วแต่ฤดูกาล
น่าไปนะ ถ้ามีใครสักคนมาเที่ยวปายเป็นเพื่อนเมื่อไหร่
เราคงจะพามาพักที่นี่แระ

อ่อ วันนี้ไปดูดวงมาด้วยนะ
ดูมาสองหมอเลย (เหมือนพวกบ้าดูดวงเลย)
หมอแรก – เป็นคุณลุงที่เฝ้าภรรยาที่เป็นอัมพฤกษ์อยู่ที่บ้าน
ดูตามวัน-เดือน-ปีเกิด แม่นบ้าง เฉี่ยวบ้าง
แล้วก็เรื่องอนาคตบ้าง ก็คงต้องรอดูว่าแม่น..ไม่แม่น
อ่อ..ลุงแกทักว่าเนื้อคู่เราจะผิวขาว ปากแดง แก่กว่า
อืม รอดูๆ แสดงว่ายังมีเนื้อคู่อยู่ หุหุ

กลับหัวดูเอาเองนะ

หมอที่สอง – ชื่อพี่แดงเป็นหมอดูไพ่ยิปซี
คนนี้พี่กบที่บ้านปายนาแนะนำมาว่าแม่นเหลือเกิน
ส่วนตัวเราค่อนข้างเชื่อในเรื่องไพ่ยิปซีนะ
เป็นศาสตร์การดูดวงที่เราเชื่อที่สุด และก็ชอบที่สุด
ไพ่ยิปซีมันมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เราหลงใหลน่ะ
ตอนแรกที่ไปนึกว่าจะไม่ได้ดูแล้วเพราะไม่ได้นัด
แต่พี่กบบอกว่า ไปเลยถ้าจะได้ดูก็ได้ดูเองแหละ
เราเลยลองไปกัน ไปเดินถ้ำมองแถวบ้านพี่แดงสักแป๊บก็เจอ
พี่เค้ากำลังจะออกไปขายของพอดี แต่ก็ใจดีดูดวงให้เราก่อน
(คนปายใจดีตามคอนเซ็ปต์)

เปิดมาแค่ใบแรกก็ตกใจจนแทบตกเก้าอี้เพราะได้ The Lovers :shock:
ชัดเจนมากถึงมากที่สุด เรางี้แทบลงไปชาบูพี่แดงแล้ว
ไอ้ที่หนีมาเที่ยวปายเล่นก็เพราะเรื่องนี้แหละ
จำที่พี่แดงบอกเป๊ะๆ ไม่ได้
แต่อารมณ์ว่าหนูนี่กำลังตกอยู่ในฐานะชู้หรือกิ๊กเลยจ้ะ กรี๊ดดด! :shock:
……………………..(เงียบเลยกรู)

[เรามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเน็ทเค้าบอกว่าไพ่ใบนี้หมายถึง
"สัญชาตญาณหนึ่งที่ช่วยผลักดันมนุษย์ให้สืบพันธุ์
และบางครั้งอาจเลยเถิดไปถึงขั้นผิดศีลธรรม"
]

ส่วนเรื่องอื่นๆ พี่แดงว่าดีหมด ยกเว้นเรื่องนี้แระ
โอ้ย เจ็บปวด ทีนี้พี่เค้าเลยเปิดให้อีกรอบนึงอีกสี่ใบ
เปิดมาอีกก็ได้ไพ่ The Lovers ติดมาอีก
กรี๊ดดดด! (กรีดร้องโหยหวนในใจ)
เป็นไพ่รากของสี่ใบนั้นเลย เรียกว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด
โอ้ว จะแม่นไปไหนคะพี่แดง :cry:
หมดคำถามเลยคะงานนี้ชัดเจนเปลี่ยน
แต่ก็ทำเอาเราใจชื้นนะเพราะเรื่องอื่นๆ โอเคหมด
ทั้งเรื่องงาน การเรียน สุขภาพ ครอบครัว ติดแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว
สิ่งที่จะช่วยได้คือ การทำบุญด้วยของเป็นเลขคู่
จะช่วยบรรเทาได้ไรงี้  ประมาณนั้น
เป็นการดูดวงที่น็อคเอ้าท์เราไปเลย

ออกมาจากบ้านพี่แดงพวกเราไปเดินที่ถนนคนเดินหาของกิน
เพื่อเป็นการแก้มึนเราเลยซัดโรตีชีสซะเลย
แค่โรตีธรรมดาไม่ได้แล้ว ขอชีสโด้ย!
ถือซะว่าเป็นการปลอบประโลมจิตใจเราหลังจากการดูไพ่ละกันนะ เฮ้อ… :sad:

หนีรักไปพักปาย วันที่ 5

7 มกราคม 2010
เผลอแป๊บก็ย่างเข้าวันที่ 5 ของการมาอยู่ที่ปายแล้ว
เวลาผ่านไปเร็วมากเลย
โทรไปหาแม่ แม่บอกว่าลงมาได้แล้วคนอื่นได้ไปเที่ยวบ้าง เป็นงั้นไป
เรายังไม่รู้เลยว่าจะอยู่ที่ปายอีกกี่วัน
หรือเราควรจะกลับได้แล้ว
แต่ถ้าถามใจ ใจบอกว่า “อย่าเพิ่งกลับ”

วันนี้เรากะ จี้ และ คุณเม่น มีแผนการกันด้วยนะ
เราจะไปถ่ายรูป Pre-Wedding กันที่
ดงพญาเสือโฮ่ง เอ้ย ป่าพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระ
ที่ขุนแม่ยะ ห่างจากเมืองปายไปประมาณสามสิบโล
พวกเราจะเดินทางไปด้วยน้องโฟลว @nongflow

ตื่นเช้ามาเราเลยรีบแต่งตัว วันนี้ขอสวยสักนิดใส่กระโปรงนะ
แต่รองเท้าลุยๆ เหมือนเคยกับคอนเวิร์สสีชมพู :cool:

ก่อนออกตัวยังไม่วายขอแชะสภาพก่อนไปลุยงานสักนิด
อะ วันนี้เจ้าอยู่ เย็น เป็น สุข หมาเด็กที่ บ้านปายนา
เพิ่งได้บ้านใหม่และป้ายชื่อใหม่ด้วย น่ารักจัง

ก่อนออกนอกตัวเมืองปาย เราไปแวะเติมพลังกันที่ร้านกาแฟ
ร้านอะไรหว่า จำชื่อไม่ได้ อายจัง :oops:
เดี๋ยวไปถามจี้ก่อนๆ
ที่ร้านนี้มีน้องเหมียวสีเทาๆ อยู่ตัวนึง
น่ารักมาก เชื่องมาก
เราเลยจับมาแชะซะ
ท่าทางติดใจเราซะด้วยมาคลอเคลียใหญ่เลยนะ

ร้านกาแฟร้านนี้อยู่นอกตัวเมืองปายมานิดหน่อย
ค่อนข้างห่างไกลจากความวุ่นวาย แต่ทว่าไม่เงียบเหงาจนเกินไป

บรื้น บรื้น! ออกเดินทางงงง
อากาศวันนี้เย็นสบายมากแต่ฟ้าแอบครึ้ม
พวกเราเริ่มเสียวว่าฝนจะตกรึป่าว?

ขับไปได้ครึ่งทางวิวระหว่างทางสวยจับใจ
อดไม่ได้เลยลงมาแชะภาพกันใหญ่เลย
คนมีคู่แชะภาพคู่ คนไม่มีคู่ก็โ่ด่เด่อย่างที่เห็น

ทางขึ้นไป ขุนแม่ยะ ค่อนข้างวิบากมาก  @nongflow คงไปไม่ไหว
พวกเราเลยกระโดดขึ้นกระบะไป เจอพี่ผู้ชายผู้หญิงคนหนึ่งแจมด้วย
ระหว่างทางเลยนั่งคุยกัน เค้าแสดงความยินดีกับว่าที่บ่าวสาว
ส่วนเรา เราบอกว่า “อกหักเลยหนีมาเที่ยวที่นี่คะ”
พี่เค้าบอกว่า “หน้าอย่างนี้มีคนหักอกด้วยหรอ?”
อื้มมม….หน้าอย่างเนี้ยแหละคะ เค้าหักซะป่นปี้เลย :cry:
นั่งโขยกๆ กันสักพักพวกเราก็มาถึง ป่าพญาเสือโคร่ง

วิวสวยมากๆ มองไปทางไหนก็มีแต่สีชมพู
หญ้าก็สวย เขียวชะอุ่มเลย
เหมาะกับการมาถ่าย Pre-Wedding มากๆ

แล้วก็ถึงคิวเราทำงานส่วนว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมอยู่แล้ว
แอ็คชั่น! แชะ! แชะ! แชะ!
เรารัวชัตเตอร์ยิกๆ ว่าที่บ่าวสาวก็แอ็คกันอย่างไม่เหนื่อยเลย

จี้เตรียมชุดมาอย่างดีมีสองชุด
ชุดแรกดูสวยแบบเรโทร
ชุดสองสวยสไตล์โรมัน
สวยเนอะ

ส่วนเราไม่มีคู่ ถ่ายกะหมีละกันนะ

ลงมาจากขุนแม่ยะ เราก็ไปต่อกันที่หมู่บ้านยิปซี
เพราะว่าจี้จะไปหาคุณฝน คนตัดชุดแต่งงานช่วงเย็นของจี้
ระหว่างที่จี้คุย เราวิ่งไปวิ่งมาแถวนั้น
แผละ! ขี้นกตกใส่หน้าแบบไม่มีเตือน
สภาพออกมาอย่างที่เห็น :???:
ไม่รู้ว่านี่ถือเป็นลางดีรึป่าวนะ?


เสร็จจากบ้านคุณฝนก็กลับบ้านไปพักเหนื่อยกัน
ก่อนจะออกมาฝากท้องที่ร้าน ผัดไทยหน้าวิน
ของกินขึ้นชื่อของที่นี่เี่ราสั่ง ผัดไทยหมูกรอบ
รสชาติงี้อร่อยสมชื่อ ผัดไทยรสดั้งเดิมไปได้ดีกะหมูกรอบ
จานนี้ให้เลยสิบเอ็ดดาว

อืมมม…อยู่ปายมาห้าวันแล้ว สบายใจดี
ไม่มีอาการปวดหัวเหมือนก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงาน
เราคิดถึงเรื่องเครียดๆ น้อยลง แต่ยังคงคิดถึงเค้าเท่าเดิม
บางทีก็แอบฝันไปเรื่อย ฝันว่าเค้าจะขึ้นมาหาเราที่นี่
มารับเรากลับไป แต่ว่ามันคือฝันงัย
ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
ตอนนี้เค้ากำลังอยู่กับคนที่เค้ารัก
ส่วนเรา…เราทำได้ก็แค่หวังว่าเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
ว่าแต่มันจะอีกนานมั้ยนะ?

หนีรักไปพักปาย วันที่ 4

6 มกราคม 2010
วันนี้เป็นวันชิลๆ เราเริ่มต้นด้วยการไปช้อปปิ้งที่ตลาดพุธ (ชื่อนี้เพราะมีทุกวันพุธ)
เพื่อจะไปตามล่าหากล้วยหอม เพราะจี้บอกว่าจะทำบานอฟฟี่ให้เรากิน
แต่อยู่ๆ กล้วยหอมก็หายากขึ้นมาซะงั้น  เลยเดินช้อปอย่างอื่นกันแทน
ตลาดง่ายๆ น่ารักๆ ข้าวของราคาไม่แพง
จริงๆ ถ้าเราซื้อวัตถุดิบไปทำกินเอง
ก็สามารถอยู่ที่ปายในราคาเบาๆ ได้แบบชิลๆ เลยนะ
ผักกำละแค่ห้าบ่ะ (ใส่สำเนียงไม่ช่ะโด้ย!) ของอย่างอื่นก็ราคาย่อมเยา

เดินวนไปเวียนมาก็ไปพักขากันที่ร้าน Fruit Factory
รู้สึกว่าร้านนี้จะเป็นร้านดังที่หลายคนชอบมากัน
แต่มีสองสาขาคือ ตรงถนนคนเดินกับตรงนี้
นั่งหย่อนใจไปสักพักเหลือบไปเห็นร้านหนังสือขึ้นป้ายว่า
“ร้านชำ สำหรับคนขี้ลืมแต่อยากจำ” เป็นร้านหนังสือของสนพ.ฟรีฟอร์ม
หรือสนพ.ของคุณปราย พันแสงนั่นเอง
ที่ตอนนี้พี่เค้าเหมือนจะย้ายรกรากไปอยู่ที่โน่นแล้ว
รายละเอียดลองไปหาอ่านตามที่บล๊อกพี่เค้านะ

เราเดินไปดูหนังสือ แล้วปรากฎว่าเจอน้องเฝ้าร้านคนหนึ่ง
เค้าบอกว่า ที่สนพ.กำลังรับคนเหมือนกัน อ่ะ..เข้าทาง
เพราะถ้าได้ทำงานที่นี่ ก็หาเรื่องมาอยู่ที่นี่ได้เนียนๆ
แถมมีที่พักให้ตะหาก เราเลียปากแผล่บๆ
พร้อมจินตนาการว่าถ้าได้มาจริงๆ จะหอบเอาจูเนียร์ขึ้นมาอยู่ด้วยกันที่นี่เลย
แล้วน้องเค้าก็ชวนคุยนู่น นี่ นั่น พร้อมอวดรูปขุนแม่ยะ
ที่ที่มีดอกพญาเสือโคร่งขึ้นเต็มไปหมดเลย
เรากับจี้หันมามองหน้ากัน แล้วก็พยักเพยิดเตรียมไปเต็มที่
ได้ที่ลัลล๊าสำหรับวันพรุ่งนี้แล้วสินะ
แล้วเราก็เดินดูหนังสือในร้านต่อ
นึกไปถึงตอนที่ตัวเองทำงานแรกที่สนพ.บลิส (อิมเมจเก่า)
ตอนนั้นเรามีความสุขมาก เพราะได้อ่านหนังสือเยอะมาก
ออฟฟิศก็เป็นโอมออฟฟิศน่ารักๆ ตอนนั้นให้อารมณ์เป็นคนญี่ปุ่นมากๆ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่นั่นก็น่ารักทุกคน
พูดแล้วก็คิดถึงตอนนั้น :)
ชอบจังการได้ทำงานในที่ที่มีหนังสือเยอะๆ อ่านหมดหรือป่าวไม่รู้
แต่ได้เห้นได้จับ แล้วมันมีความสุขบอกไม่ถูก
เคยฝันว่าถ้ามีบ้านเป็นของตัวเองอยากมีห้องหนังสือใหญ่ๆ ไว้สักห้อง
จะไปนั่งคลุกอยู่ในนั้นทั้งวันเลย

ออกมาจากร้านหนังสือก็กลับไปที่พักของจี้และคุณแม่น
ไปช่วยลงสีที่กำแพงต่ออีกชั้นหนึ่ง ได้เป็นชาวอวาท่าอีกตามเคย
แต่หนนี้ด้วยเพราะเรามีประสบการณ์แล้ว เราเลอะน้อยลงแยะเลย
อืม…ตรงกำแพงร้านจี้น่ะสีเขียว แต่ในครัวเป็นสีชมพูนะ
สวยหวานเชียวแระ แล้วพอเอาอุปกรณ์ทำขนมมาแปะก็ดูอาร์ทขึ้นมาซะงั้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรๆ พอมาอยู่ที่ปายมันดูน่ารักไปซะหมด (ว่าไปนั่น!)
แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะเรากับจี้ยังพูดกันอยู่เลย

ทาสีเสร็จเราไปกินกลางวันกันที่ร้าน Pai Island
เป็นรีสอร์ทสุดหรูในสไตล์เกาะแต่มาอยู่ที่ปาย
เก๋ม่ะล่ะ พนักงานที่นี่น่ารักและเป็นกันเองมาก
เพราะวันนี้เราแต่งตัวมอมแมมมาก เสื้อยืด กางเกงเล รองเท้าผ้าใบ
คือถ้าไปร้านหรูๆ ที่กรุงเทพฯ คงโดนมองหัวจรดเท้า
แต่ที่นี่เค้าคงชินกับการที่มีคนแต่งตัวแบบนี้แล้วมั้ง
สั่งอาหารมากินกันอย่างราชาเลย
อาหารของที่นี่ราคาจะเป็น 111 บาท 222 บาท
เป็นกิมมิคของที่นี่เพราะพี่เจ้าของเค้าชอบเลขตองก็น่ารักดีนะ
เห็นแล้วก็รู้สึกได้ถึงความเก๋และความแปลกที่คิดเอาเกาะมาไว้บนนี้
คนเรามาอยู่ภูเขาก็ยังจะเอาเกาะขึ้นมาด้วย
แล้วเวลาไปอยู่เกาะก็สร้างแบบภูเขา
อืม เอาเข้าไป :lol:

ต่อจากนั้นเราก็ไปกันต่อที่ร้านกาแฟของอาสึมิ
อาสึมิเป็นลีซอโมเดิร์นทำร้านกาแฟและที่พักเล็กๆ ในปาย
ทำเลร้านของอาสึมิเป็นทำเลเมพมาก
จากระเบียงร้านมองไปเห็นภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตา
มีเมฆประดับเป็นหย่อมๆ ช่วยทำให้ท้องฟ้าไม่เหงาจนเกินไป
วิวแบบนี้มันวิวในฝันชัดๆ!
จี้เล่าให้ฟังว่ามีนายทุนจะมาขอซื้อที่ตรงนี้จากอาสึมิ
โดยให้ราคา 60 ล้าน  :shock: 60 ล้าน!!!!
แต่…อาสึมิไม่ขาย สะบัดบ๊อบใส่ซะงั้น
คาดว่าอาสึมิน่าจะทำนายได้ว่าพื้นที่ตรงนี้มันมีค่าเยอะกว่านั้นแยะ
อาสึมิอาจจะไม่ได้มองแค่มูลค่าตัวเลข แต่รวมทั้งมูลค่าทางจิตใจด้วย(มั้งนะ)
เรานั่งกินกาแฟอยู่ตรงนี้ยังอิจฉาอาสึมิเลย
ใครๆ ก็คงฝันอยากมีร้านในทำเลแบบนี้
บรรยากาศที่สวย สงบ ชิล มีอากาศบริสุทธิ์
60 ล้านคงซื้อไม่ได้จริงๆ

เย็นนั้น ออกจากร้านอาสึมิเราก็ไปฝากท้องกันที่ถนนคนเดิน
ที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์โพนยางคำที่เราเพิ่งค้นพบ
เก๋มั้ยล่ะ มีเนื้อโพนยางคำมาเปิดที่นี่
แถมทำเป็นแฮมเบอร์เกอร์ต่างหาก
วันนี้เป็นอีกวันที่มีความสุขจัง :grin:
อ่อ…มีเรื่องน่ารักๆ อีกเรื่องหนึ่งตรงร้านกาแฟอาสึมิ
ตอนที่เราชื่นชมท้องฟ้าสีสวยของที่นี่
คุณเม่นพูดว่า “KPI ของคุณเม่นเป็นท้องฟ้าที่นี่”
โห! คำพูดโค่ดหล่อเลย
นั่นสินะ บางทีการได้นั่งจ้องท้องฟ้าสีสวยๆ
กับได้สูดอากาศบริสุทธิ์มันก็คงเพียงพอแล้วละ

ป.ลิง. เรายังคิดถึงเค้าอยู่เลย ลืมยากนิ ลืมคนที่เรารักอ่ะ

หนีรักไปพักปาย วันที่ 1

3 มกราคม 2010

หลังจากอยู่เชียงใหม่พอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาที่เราต้องแบกเป้ขึ้นบ่าไปปาย
โดยคราวนี้เราเดินทางไปเองคนเดียว โดยประมาณการคร่าวๆ ไว้ก่อนว่าจะอยู่สักสี่คืน
แล้วถ้าโอเคก็คงอยู่ต่อ แต่ถ้าต้องกลับก็กลับ ไม่มีแผนตายตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ยึดคอนเซ็ปต์ The Best Plan is No Plan! :cool:
หลายคนถาม “ทำไมต้องปาย?”
นั่นสินะ..ทำไมต้องปาย?

เราเคยไปปายมาครั้งหนึ่งเมื่อตอนปลายปี 2006
ตอนนั้นที่ไปปายไปกะเพื่อนนับสิบชีวิต
ไปแบบทัวร์กระโดดสุดๆ คือ นั่งรถตู้ไป ตรงไหนดังฉันลง
เหยียบๆ ถ่ายรูปๆ แล้วก็ขึ้นรถเพื่อไปจุดท่องเที่ยวต่อไป
ทั้งๆ ที่เป็นการมาพักผ่อน แต่ทริปนั้นไม่ประทับใจเราเอาซะเลย
แถมรู้สึกป่วยๆ เหนื่อยๆ ต่างหาก
ปายในตอนนั้น ไม่น่ารักเลยในสายตาเรา
ไม่เห็นเหมือนที่คนเค้าพูดกันสักนิด
ว่า ปายน่ารักอย่างนั้น น่ารักอย่างนี้
สงบอย่างนั้น สงบอย่างนี้
แต่ลึกๆ แล้ว เราก็ยังเชื่อว่าปายต้องมีเสน่ห์อะไรสักอย่าง
ถึงได้ดึงดูดให้คนไปปักหลักอยู่ได้จำนวนไม่น้อย
ประกอบกับเพื่อนใหม่ของเรากำลังจะไปปักรกรากอยู่ที่ปาย
เราเลยตัดสินใจที่จะกลับไปปาย เพื่อทำความรู้จักกับปายอีกครั้ง

และอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญในครั้งนี้
ก็คือ เราตั้งใจว่าจะไปนั่งคุยกับตัวเองแบบเงียบๆ สักพัก
เพื่อทบทวนเรื่องราวในชีวิต หลังจากสับสน มึนงง มาอยู่พักใหญ่
ทั้งเรื่องชีวิต การงาน และประเด็นหลัก “ความรัก”
ฉะนั้น ขอหนีรักไปพักปายสักแป๊บนะ ;-)

เราเดินทางไปปายโดยไปรถตู้ โชคดีว่าเที่ยวที่เราไปไม่ค่อยมีคน (สิบโมงเช้า)
ทั้งรถมีแค่เรากะฝรั่งอีกคน นั่งกันสบายไป
เทคนิคการนั่งรถมาที่ปายสำหรับคนเมารถ
เค้าบอกว่าให้เอายาแก้เมายัดใส่สะดือแล้วแปะกอเอี๊ยะทับอีกที
เราทำตามนะ แต่ก็ยังมึนๆ อยู่ดี
เกือบๆ สามชั่วโมงก็เราเดินทางมาถึงที่ปาย
ไม่นานนัก @sweetener และ @imenn
ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่บัดนี้กลายเป็นคนปายไปแล้ว
ก็บรื้นๆ พาน้อง @nongflow น้องเต่าสีขาวมารับเราไปที่พัก
เราทำพิธีส่งมอบของขวัญงานแต่งงาน
เป็นชุดชงชาเพราะว่ามันอยู่ใน Wish List ที่จี้อยากได้พอดี

สำหรับที่พักของเรา เราไปพักที่ บ้านปายนา บ้านพักเล็กๆ ที่ทำจากดิน ของ พี่กบ กับ พี่ปัน
ที่บ้านปายนามีบ้านพักแค่สี่หลังเท่านั้น ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ข้าวสาร
ค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่ว่าห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมนะ
ราคาค่าห้องไม่แพงเลยถ้าช่วง Low-Season ก็ 400 บ. แต่ถ้า Hi-Season ก็ 500 บ.
ส่วนเราได้คืนละ 300 บ. เพราะบอกพี่เค้าไปว่าหนูเพิ่งเป็นคนว่างงานค่ะพี่
สงสัยพี่เค้าคงสงสารเลยลดให้ คนที่ปายใจดีจริงๆ :smile:
เราได้พักที่ “บ้านข้าวกล้อง” มีล็อบบี้เป็นของตัวเองด้วยนะ
โต๊ะสีส้มนั่นงัย แถมข้างๆ ก็มีเก้าอี้ให้นั่งมองทุ่งนาเพลินๆ ในวันสบายๆ ด้วย

ส่งมอบของกันเสร็จ กินแพนเค้กกล้วยหอมกันสักนิด
แล้วจี้กะคุณเม่นก็ให้เราพักผ่อนตามอัธยาศัย
ไปนอนกลิ้งเล่นในบ้านข้าวกล้องปุ๊บนึง เพราะเรายังมึนๆ อยู่เลย
โดยนัดกันว่าตกเย็นจะไปหาไรหร่อยๆ กินกันในเมือง

คุณเม่นถามว่าเราชอบกินอะไร? แบบไหน?
เรามันเด็กผ่าเหล่าผ่ากอ เวลาไปตามที่ๆ มีฝรั่งมาเปิดร้านจะชอบกินอาหารฝรั่ง
ไม่ค่อยกินอาหารพื้นเมือง ไม่ได้กระแดะแต่อย่างใด แต่ว่าเนี่ยแหละ
มันเป็นอาหารออริจินัลที่เค้าอุตส่าห์เอาสูตรข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำให้เรากิน
ก็ควรจะกินสักนิด โชคดีว่าคุณเม่นกะจี้ก็ชอบเหมือนกัน เข้าทางไป
ฉะนั้น มื้อแรกเราเลยไปบ้านพิซซ่ากันอย่างที่เห็น
พิซซ่าบางกรอบ หอมฉุย มีความสุขจัง

หลังจากมื้อเย็น พวกเราสามคนยังไม่จบค่ำคืนแรกกันง่ายๆ
พวกเราไปต่อกันที่ Park@Pai ร้านอาหารชิลๆ พร้อมดนตรีเล่นสด
จังหวะนี้มันคงต้องเมาแอลกอฮอล์แล้วสินะ แสงโสม โซดา โค้ก จึงถูกลำเลียงมาที่โต๊ะ
เวลาผ่านไป เราเม้าท์กันอย่างออกรส จนคุยกันไปเลยเถิดถึงไหนๆ
แต่โตๆ กันแล้วเลยหาได้อายกันสักนิดไม่ นี่สินะข้อดีของการเฉียดเลขสาม :lol:

จนห้าทุ่มจี้บอกว่าถึงเวลา่ที่พวกเราต้องมูฟแล้ว
เพราะห้าทุ่มปุ๊บมันเป็นเวลาที่ชาวปายทุกคนรู้กันว่าต้องไปสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ร้าน Bebop ผับสุดเก๋ ที่มีวงดนตรีเจ๋งๆ มาซ่อนอยู่
จี้บอกว่าเหตุผลหนึ่งที่เลือกมาอยู่ปายเพราะร้านนี้เลยนะ
และก็เป็นอย่างที่จี้ว่า ทุกคนมารวมกันที่นี่จริงๆ
เสียงดนตรีสดเล่นเพลงฝรั่งอย่างเมามัน
ไม่มีใครที่ไม่อินไปกับเพลงที่ได้ยิน
กระทั่งเราสามคนยังโยกด๊อกๆ แด๊กๆ ตามแบบไม่เหนื่อย
ยิ่งดึกก็ยิ่งมัน ยิ่งมันก็ยิ่งเต้น

ผับปิดเราสามคนเดินโซซัดโซเซออกมา
มันชะมัด เราเริ่มเห็นด้วยกับเหตุผลที่ย้ายมาปายของจี้
แต่ว่าที่ปายมันไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ
มันยังมีอะไรมากกว่านั้น ;-)

———————————————————————————————————————–

19 มกราคม 2010

เอ๊ะ ว่าจะบันทึกให้ได้ทุกวัน ไหงกลายเป็นวันเว้นวันไปซะงั้น
วันนี้อยู่บ้านทั้งวันเช่นเคย จัดการเก็บห้องรกๆ ที่เก็บกี่ครั้งก็ยังรก
วันนี้มีเรื่องให้รู้สึกดี ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก
แต่เราชอบความรู้สึกแบบนี้จัง ~

19 January 2010

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ นั่นก็คือ คุณสามารถนำบทความใน blog นี้ไปเผยแพร่ได้ แต่ต้องให้เครดิตคนเขียนด้วยนะจ๊ะ